16 ตุลาคม 2561

ศาลศักดิ์สิทธิ์ ภายใน กอ.รมน. สวนรื่นฤดี

ภายใน กอ.รมน.บริเวณสวนรื่นฤดี มีศาลศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 2 ศาล คือ ศาลที่มีมาแต่ตั้งเดิมขณะเป็นพระตำหนักสวนรื่นฤดี คือ ศาลท่านท้าวกุเวรธิราช (ศาลเจ้าพ่อหนูเผือก) และอีกศาลสร้างขึ้นภายหลัง คือ ศาลท้าววสุเทพเทพารักษ์ ทั้งสองศาลเป็นที่เคารพสักการะของผู้ที่ทำงาน ภายใน กอ.รมน. โดยมีความเชื่อว่า หากบูชาแล้วจะมีความร่มเย็นเป็นสุข ได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ส่วนบุคคลทั่วไป ก็มักจะมาบนบานศาลกล่าวเพื่อให้สอบบรรจุเขารับราชการหรือเข้าทำงานตำแหน่งต่างๆ ได้ 

ด้านหน้า คือ  ศาลวสุเทพเทพารักษ์ 
ด้านหลัง คือ ศาลท่านท้าวกุเวรธิราช (ศาลเจ้าพ่อหนูเผือก) 

ศาลท่านท้าวกุเวรธิราช (ศาลเจ้าพ่อหนูเผือก)
ประวัติความเป็นมากล่าวว่า แต่เดิมศาลท่านท้าวกุเวรธิราช หรือเจ้าพ่อหนูเผือก ไม่ได้ตั้งอยู่ที่สวนรื่นฤดีแห่งนี้ เป็นศาลขนาดใหญ่ที่มีผู้คนเคารพสักการะจำนวนมาก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยตั้งอยู่ที่บริเวณ "บ้านนรสิงห์"  ซึ่งปัจจุบันคือ ทำเนียบรัฐบาล  

บ้านนรสิงห์
ทำเนียบรัฐบาล เดิมชื่อ “บ้านนรสิงห์” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ พลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก จางวางเอก เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก และผู้บัญชาการกรมมหรสพ ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถวายงานใกล้ชิด โปรดให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวย ทั้งมื้อกลางวัน และกลางคืน ตลอดรัชกาล และตามเสด็จโดยลำพัง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

ชื่อบ้านนรสิงห์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เป็นชื่อพระราชทานหรือเจ้าของบ้านตั้งขึ้นเอง คาดว่าเนื่องจากเจ้าพระยารามราฆพ เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมมหรสพ ซึ่งมีตราเป็นรูปนรสิงห์ อันเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์อวตารลงมาปราบยักษ์หิรัณยกศิปุ แต่เดิม เคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัว ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าหน้าตึกไกรสร (ตึกไทยคู่ฟ้า) ปัจจุบันไม่ทราบว่าเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ใด

บ้านนรสิงห์ ปัจจุบัน คือ ทำเนียบรัฐบาล
ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2484 เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้าน ได้มีหนังสือถึง นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอขายบ้านนรสิงห์ให้แก่รัฐบาล ในราคา 2,000,000 บาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะ และเสียค่าบำรุงรักษาสูง แต่กระทรวงการคลังปฏิเสธไม่ซื้อ แต่หลักฐานบางแห่งระบุว่า จริงๆ แล้ว เจ้าพระยารามราฆพ มิได้อยากขายบ้านนรสิงห์   รัฐบาลอยากได้บ้านนรสิงห์ไว้เป็นที่ทำการรัฐบาลและรับแขกบ้านแขกเมือง จึงบังคับให้ เจ้าพระยารามราฆพขาย โดยรัฐบาลอ้างเหตุผลว่ากลัวทหารญี่ปุ่นจะมาขอเช่าเป็นกองบัญชาการเพื่อทำสงครามมหาเอเซียบูรพา  (ทัั้งๆ ที่ขณะนั้น ญี่ปุ่นยังไม่ยกพลขึ้นบกในประเทศไทย แต่อย่างใด) 

จนกระทั่งต่อมาถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2484 ปีเดียวกัน จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เห็นควรให้รัฐบาลไทยซื้อบ้านนรสิงห์ไว้ เพื่อเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง  ในที่สุด จึงได้ตกลงซื้อขายกันในราคา 1,000,000 บาท โดยจ่ายเงินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้แก่เจ้าพระยารามราฆพ แล้วมอบบ้านนรสิงห์ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล โดยให้ใช้เป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล และเป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ศาลท่านท้าวกุเวรธิราช (ศาลเจ้าพ่อหนูเผือก)

ย้ายศาลเจ้าพ่อหนูเผือกมาตำหนักสวนรื่นฤดี
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ซึ่งเป็นพระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เคยประทับอยู่ที่ "บ้านนรสิงห์" ตอนพระองค์ฯ ท่าน ทรงถวายงานในกรมมหรสพ อนุมานได้ว่าหลังจากที่ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี สร้างพระตำหนักสวนรื่นฤดีเสร็จแล้ว เมื่อ พ.ศ.2477 และต่อมาทรงทราบเรื่องว่า บ้านนรสิงห์ ถูกขายให้รัฐบาล ในปี พ.ศ.2484  พระนางเจ้าสุวัทนาฯ จึงได้โปรดอัญเชิญให้ย้าย ศาลท่านท้าวกุเวรธิราช (ศาลเจ้าพ่อหนูเผือก) จากบ้านนรสิงห์ มาประดิษฐานไว้ที่พระตำหนักสวนรื่นฤดี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ดังประวัติสังเขป ที่จารึกไว้ด้านหลังศาล


ประวัติ ศาลท่านท้าวกุเวรธิราช (ศาลเจ้าพ่อหนูเผือก)
ที่จารึกไว้ด้านหลังศาล
บูรณะครั้งสุดท้าย 10 ก.ย.2550
ศาลวสุเทพเทพารักษ์
ศาลท้าววสุเทพเทพารักษ์ เป็นศาลที่เปรียบเสมือนเจ้าที่ผู้ดูแล ปกป้อง และคุ้มครองบริเวณสวนรื่นฤดี คำว่า  เทพารักษ์ หมายถึง เทวดาที่ดูแลรักษาที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หากเทวดานั้นอาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ จะเรียกว่า รุกขเทวดา หากเทวดานั้น อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนจะเรียกว่า "พระภูมิ" 

ศาลวสุเทพเทพารักษ์

ท่านใดประสงค์ที่จะมาไหว้บูชา เคารพสักการะ และขอพร สามารถมาได้ในเวลาราชการ ดอกไม้ ธูปเทียน มีให้บริการที่บริเวณศาล


ป้าแดง เจ้าหน้าที่ที่คอยให้บริการ ดอกไม้ ธูปเทียน
คำอธิฐานบูชา ท่านท้าวกุเวรธิราช
อิติสุขะโต อะระหังพุทโธ  นะโมพุทธายะ ปะฐะวีคงคา ท่านท้าวกุเวรธิราช นะมามิหัง

คำอธิฐานบูชา ท่านท้าววสุเทพเทพารักษ์
อิติสุขะโต อะระหังพุทโธ  นะโมพุทธายะ ปะฐะวีคงคา ท่านท้าววสุเทพเทพารักษ์ นะมามิหัง

*******************************
ที่มาข้อมูล

  • https://th.wikipedia.org/wiki/พระนางเจ้าสุวัทนา_พระวรราชเทวี
  • https://th.wikipedia.org/wiki/ทำเนียบรัฐบาลไทย
  • https://th.wikipedia.org/wiki/เทพารักษ์
  • https://www.silpa-mag.com/club/miscellaneous/article_7714

12 ตุลาคม 2561

พระตำหนักสวนรื่นฤดี ภายใน กอ.รมน.

ผมมาทำงานในกองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)  เมื่อ 2 ต.ค.2561 กอ.รมน. ตั้งอยู่ภายในบริเวณสวนรื่นฤดี และยังมีพระตำหนักเพชรรัตน์  ตั้งตะหง่านอยู่ให้เห็นด้วย ผมถามคนที่ทำงานอยู่ก่อนเกี่ยวกับเรื่องความเป็นมาของคำว่า "สวนรื่นฤดี" และ "พระตำหนักเพชรรัตน์" ก็ได้รับคำตอบแบบกว้างๆ จึงตัดสินใจลองสืบค้นข้อมูลดู หลังจากทราบเรื่องราวความเป็นมาแล้ว ผมรู้สึกภูมิใจว่าผมได้มีโอกาสทำงานในสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพระราชวงศ์ไทยเลยทีเดียว          

ภาพถ่ายพระตำหนักสวนรื่นฤดี  เมื่อปี พ.ศ.2477
พระราชธิดา องค์เดียวของรัชกาลที่ 6
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นพระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระนามเดิมว่า เครือแก้ว อภัยวงศ์ เป็นบุตรีของพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์) กับคุณเล็ก บุนนาค พระองค์ได้ประสูติการพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2468  คือ สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี แต่หลังจากประสูติพระเจ้าลูกเธอได้เพียงหนึ่งวัน รัชกาลที่ 6 พระราชสวามีก็เสด็จสวรรคตลงในวันต่อมาคือ วันที่ 25 พ.ย.2468    

ย้ายที่ประทับหลายแห่ง
หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์ มีเหตุการณ์ผันผวนทางการเมืองหลายครั้ง เช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฏบวรเดช ทำให้พระนางเจ้าสุวัทนาฯ และสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ ต้องทรงย้ายที่ประทับอยู่ตลอดเวลา เช่น ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง, พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต, ตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา, พระตำหนักสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวีในสวนสุนันทา และพระตำหนักเขียว วังสระปทุม

พระตำหนักสวนรื่นฤดี
ต่อมาในปี พ.ศ.2475 พระนางเจ้าสุวัทนาฯ จึงได้ทรงโปรดให้สร้างตำหนักใหม่ขึ้นเป็นส่วนพระองค์ บนที่ดิน 15 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา บริเวณหัวมุมถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัย ซึ่งเป็นที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่คราวอภิเษกสมรส  ตำหนักแห่งนี้ มีมีนายหมิว อภัยวงศ์ เป็นสถาปนิก และพลโท พระยาศัลวิธานนิเทศ (แอบ รักตะประจิต) เป็นวิศวกร พระตำหนักสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2477  พระองค์ฯ ทรงพระราชทานนามว่า "พระตำหนักสวนรื่นฤดี"  

พระนางเจ้าสุวัทนาฯ กับพระราชธิดาที่พระตำหนักสวนรื่นฤดี ในสมันรัชกาลที่ 7

องค์ตำหนักเป็นตึกสองชั้นครึ่ง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ผสมอเมริกัน สง่างามด้วยรูปทรงเรียบทันสมัย หลังคาเป็นทรงปั้นหยาลาดชัน มีอัฒจันทร์กว้างขึ้นสู่มุขด้านหน้า เหนือขึ้นไปเป็นระเบียงทึบมีคิ้วคอนกรีตต่อเนื่องกับคิ้วที่ผนังรอบอาคาร มีพระแกลกว้างโดยรอบและมีช่องแสงรูปวงกลม คิ้ว คาน และพระแกลสีอ่อนตัดกับตำหนักสีเข้ม

พระตำหนักสวนรื่นฤดีแห่งนี้ เป็นที่สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ ได้ทรงพระอักษรตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยพระอาจารย์พิเศษจากโรงเรียนราชินีต่อมาได้เสด็จไปทรงพระอักษร ณ โรงเรียนราชินี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แล้วทรงลาออกมาทรงพระอักษรกับมิสซิสเดวีส์ อดีตครูโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และนางสาวศรีนาถ สุทธะสินธุ (ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ) ตลอดทั้งยังทรงเรียนเปียโนกับมิสเซดี้อีกด้วย  

สวนรื่นฤดี เป็นตำหนักที่ร่มรื่นสวยงาม ประกอบด้วยสวนผลไม้ นานาชนิด เช่น มะม่วง ชมพู่ ขนุน มะปราง ฯลฯ  และมีสระสรงน้ำ(สระว่ายน้ำ) สำหรับเสด็จลงสรงน้ำเป็นประจำด้วย

เมื่อ สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ มีพระชนมายุ 12 พรรษา พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงสังเกตได้ว่าพระอนามัยของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ มีลักษณะพิเศษ เช่น ทรงมีความสามารถด้านการคำนวณ การจดจำทิศทาง และความสนใจจดจ่อต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวที่ผิดแผกจากเด็กสามัญทั่วไป จึงทรงพาสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ ไปทรงศึกษาต่อและประทับรักษาพระองค์ยังประเทศอังกฤษ

ขายให้กองทัพบก
เมื่อเกิดเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2482-2488) ขณะที่ทรงประทับยังสหราชอาณาจักร ได้เสด็จลี้ภัยไปที่แคว้นเวลล์ เมื่อเสด็จกลับมาเมืองไบรตันแล้ว ทรงซื้อพระตำหนักใหม่ ซึ่งความอัตคัตขัดสนก็บังเกิดขึ้น เพราะต้องชุบเลี้ยงบรรดาข้าหลวง และเลี้ยงต้อนรับคนไทยที่ไปเฝ้ายังตำหนัก ในปี  พ.ศ.2498 จึงทรงขายพระตำหนักสวนรื่นฤดีแก่กองทัพบกในราคา 9,000,000 บาทเพื่อทรงนำเงินไปใช้สอยระหว่างสงคราม และพระราชทานเงินบางส่วนสมทบทุนสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 

สภาพพระตำหนักสวนรื่นฤดี ในปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นพระตำหนักเพชรรัตน์
ปัจจุบันพระตำหนักสวนรื่นฤดี เปลี่ยนชื่อเป็น "พระตำหนักเพชรรัตน์" (ไม่มีหลักฐานว่าเปลี่ยนชื่อเมื่อใด) กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2540 ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา พื้นที่ที่เหลือใช้เป็นที่ทำงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)  สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี 


เขตที่ดินโบราณสถานพระตำหนักเพชรรัตน์ ประกาศเมื่อ 10 ก.ย.2540

*************************************

ที่มาข้อมูล
https://th.wikipedia.org/wiki/พระนางเจ้าสุวัทนา_พระวรราชเทวี
https://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ_เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา_สิริโสภาพัณณวดี
https://th.wikipedia.org/wiki/พระตำหนักสวนรื่นฤดี
https://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

11 ตุลาคม 2561

ศาลเจ้าแม่สุนันทา

บริเวณแผนกที่พักแรม กองกิจการสโมสร กรมสวัสดิการทหารบก เป็นห้องพักของผมและเพื่อนๆ ที่มาจากต่างจังหวัดในขณะที่มาปฏิบัติงานในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรุงเทพฯ ที่พักแห่งนี้อยู่ในซอยตรงข้ามกับหอสมุดแห่งชาติ ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเท่าใดนัก บริเวณด้านหน้าที่พักมีศาลอยู่ศาลหนึ่งชื่อว่า  "ศาลเจ้าแม่สุนันทา" ซึ่งมีผู้คนมาเคารพสักการะ นำน้ำแดงมาถวายเพื่อขอพรกันเป็นจำนวนมาก ผมได้เข้าไปอ่านป้ายที่เขียนอธิบายไว้หน้าศาล สรุปคือ เป็นศาลของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระนางเรือล่ม นั่นเอง    



พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี (พระนางเรือล่ม)
(คัดลอกมาจากป้ายที่เขียนไว้หน้าศาล)
สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หรือที่ชาวบ้านเรียกพระนามว่า "พระนางเรือล่ม" มีพระนามเดิมว่า "พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์" เป็นพระราชธิดาในพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2403 เป็นพระเจ้าลูกเธอรุ่นเล็ก ลำดับที่ 50 ในจำนวนทั้งหมด 82 พระองค์ โดยรับราชการฝ่ายในเป็นพระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 


พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ทรงมีพระอุปนิสัยแข็งแกร่งเด็ดขาด แต่ด้วยพระสิริโฉม รวมทั้งพระอัธยาศัยที่สุภาพ เรียบร้อย และสงบเสงี่ยม ทำให้พระองค์เป็นที่น่านับถือในพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร และทรงเป็นที่สนิทเสน่หาในพระราชสวามียิ่งนัก

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2423 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการแต่งเรือพระที่นั่งเพื่อเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอิน พร้อมพระมเหสีทุกพระองค์ เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม และข้าราชบริพาร โดยก่อนวันเสด็จพระราชดำเนินนั้น พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ทรงพระสุบิน (ฝัน) ว่า พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ ทรงพระดำเนินข้ามสะพานแห่งหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ ทรงพลัดตกน้ำลงไป พระองค์สามารถคว้าพระหัตถ์ไว้ได้ แต่พระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ก็ลื่นหลุดจากพระหัตถ์ของพระองค์ไป พระองค์ทรงคว้าพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอจนทรงตกลงไปในน้ำด้วยกัน ทั้ง 2 พระองค์ ถึงแม้พระองค์จะทรงหวั่นพระทัย แต่ก็มิได้ทรงกราบบังคมทูลให้พระราชสวามีทรงทราบ และได้ตามเสด็จฯ ประพาสพระราชวังบางประอิน ตามพระราชประสงค์

ในวันเสด็จฯ นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เคลื่อนขบวนเรือต่างๆ ออกไปก่อนในเวลาประมาณ 2 โมงเช้า โดยพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ ประทับบนเรือเก๋งกุดัน โดยมีเรือปานมารุตซึ่งเป็นเรือกลไฟจูงเรือพระประเทียบ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสร็จพระราชกิจถึงจะเสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งโสภาณภควีตามไป 


เมื่อขบวนเรือพระที่นั่งไปถึงบางตลาดนั้น จมื่นทิพเสมากับปลัดวังซ้าย ลงมากราบทูลว่า "เรือพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งเรือปานมารุตจูงไปนั้น ล่มลงที่บางพูด องค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ และพระชนนีสิ้นพระชนม์"  

โดยในขณะที่เรือล่มนั้น พระยามหามนตรี ได้ออกคำสั่งห้ามผู้ใดลงไปช่วยเหลือด้วยการขัดต่อกฏมณเฑียรบาลที่ห้ามมิให้ผู้ใดแตะต้องพระวรกายของพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งตระกูล

พระนางเธอพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุเรือพระประเทียบล่ม ณ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์โสภางคทัศนิยลักษณ์ อรรควรราชกุมารี พระธิดา และพระราชบุตรในพระครรภ์ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดาอีกด้วย ระหว่างการตามเสด็จพระราชสวามีแปรพระราชฐานไปประทับยังพระราชวังบางปะอิน

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี" ดำรงพระฐานันดรศักดิ์พระอัครมเหสีพระองค์แรก ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเนื่องจากเหตุการณ์ที่ทำให้สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สิ้นพระชนม์นี้ ทำให้มหาชนถวายพระนามว่า "พระนางเรือล่ม"

*************************



9 ตุลาคม 2561

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) : พึงชนะความชั่วด้วยความดี

ผมมีโอกาสเข้าไปทำงานในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) (  Internal Security Operations Command : ISOC)  ในตำแหน่ง นักวิชาการประจำสำนักงานเลขาธิการ กอ.รมน. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 หน่วยงานนี้ตั้งอยู่บริเวณสวนรื่นฤดี กรุงเทพมหานคร ผมเดินทางเข้าไปเป็นครั้งแรก รู้สึกว่าเป็นหน่วยงานที่ใหญ่มาก มีคนทำงาน ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน และพนักงานต่างๆ เดินกันขวักไขว่อยู่มากมาย แลดูเป็นคนเก่งทั้งนั้นเลย อย่างน้อยมีไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ผมรู้สึกตัวเอง เล็กลง เกือบรีบไปเลย  สายงานต่างๆ ใน กอ.รมน.แลดูสลับซับซ้อน ซึ่งผมยังไม่ค่อยเข้าใจนัก คงต้องเรียนรู้การทำงาน อีกนาน...



หน่วยงานนี้ ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ ผอ.รมน. 

กอ.รมน.ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการบูรณาการ อำนวยการ และกำกับดูแลการปฏิบัติงานเพื่อ ป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ที่เป็นภัย  หรือ อาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ ให้กลับสู่สภาวะปกติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ 

กอ.รมน.มีโครงสร้างและส่วนงานต่างๆ 12 ส่วนงาน คือ
  1. กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร (กพร.)
  2. กลุ่มตรวจสอบภายใน (กตน.)
  3. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง (สนย.)
  4. สำนักการข่าว (สขว.)
  5. สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ (สมท.)
  6. สำนักบริหารงานบุคคล (สบค.)
  7. สำนักบริหารงานทั่วไป (สบป.)
  8. สำนักงบประมาณและการเงิน (สปง.)
  9. ศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.)
  10. ศูนย์ประสานการปฏิบัติ มี 5 ศูนย์
  11. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค (กอ.รมน.ภาค) ครบทั้ง 4 ภาค และส่วนแยก
  12. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ครบทั้ง 77 จังหวัด



สัญลักษณ์ของ กอ.รมน.


1.ภายในกรอบสามเหลี่ยม พื้นเป็นเครื่องหมายของธงชาติไทย
2.ตราภายในประกอบด้วย เครื่องหมาย อันแสดงถึงการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่าง พลเรือน ตำรวจ ทหาร ได้แก่
  • ครุฑ หมายถึง พลเรือน ซึ่งรวมทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน
  • โล่  หมายถึง ตำรวจ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
  • กงจักร หมายถึง ทหารบก
  • สมอ หมายถึง ทหารเรือ
  • ปีก หมายถึง ทหารอากาศ
3.สีพื้นภายในวงกลม
  • สีเหลือง หมายถึง พลเรือน
  • สีเลือดหมู หมายถึง ตำรวจ
  • สีแดง หมายถึง ทหารทั้งสามเหล่าทัพ
4.พุทธภาษิต "อสาธุ สาธุนา ชิเน" หมายถึง คำเตือนให้ยึดมั่นเป็นหลักปฏิบัติทางธรรมว่า "พึงชนะความชั่วด้วยความดี" 

คำขวัญ ค่านิยมของ กอ.รมน.
มุ่งมั่นบูรณาการ ประสานงานเป็นเลิศ เชิดชูคุณธรรม ผู้นำความมั่นคง ดำรงความสามัคคี

*********************

28 พฤศจิกายน 2559

ผมอึดอัด ขอเขียนอีกครั้งครับ

ผมเคยปฏิบัติงานที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 และถูกปรับย้ายออกในสมัยผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งเมื่อ 31 มี.ค.2559 เหตุเพราะขัดแย้งเรื่องนโยบายที่สำคัญ วันนี้..ผู้บังคับบัญชาฯ ท่านนั้นย้ายไปแล้ว แต่ผมยังคงถูกรับเชิญให้เดินสายเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของทุ่นระเบิดในประเทศไทยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานรุ่นใหม่ฟังทั่วประเทศ เพื่อความเข้าใจและมีความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

เรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมอึดอัด มันยังรบกวนจิตใจของผมอยู่ เรื่องราวเหล่านี้ผมเคยนำเสนอให้ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องฟังมาโดยตลอด หลายยุคหลายสมัย แต่ถึงวันนี้ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด นั้นคือเรื่องราวของ "ระยะเวลาในอนุสัญญาออตตาวา ที่ประเทศไทยจะสิ้นสุดตามที่ให้สัญญาไว้ในวันที่ 1 พ.ย.2561 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเหลืออีกเพียง 2 ปี"  ผมอยากให้ผู้ที่มีอำนาจ ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันรับรู้และตัดสินใจในเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ  ผมจึงขอเขียนบทความเรื่องนี้อีกครั้ง เผื่อจะสื่อไปถึงท่านเหล่านั้นได้บ้าง



อนุสัญญาออตตาวา
ประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาในเวทีโลกว่าด้วยห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือที่เรียกสั้นๆ อนุสัญญาออตตาวา  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2542 เป็นต้นมา โดยพันธสัญญาข้อหนึ่งที่สำคัญและประเทศไทยทำไม่สำเร็จคือ 

"ต้องค้นหาและเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ตกค้างจากสงครามและการสู้รบวาระต่างๆ ที่ยังคงฝังอยู่ในแผ่นดินไทยให้หมดสิ้นภายในวันที่ 30 เม.ย.2552"  (ภายใน 10 ปีหลังเริ่มสัญญา)

แต่เมื่อถึงวันที่ 30 เม.ย.2552 พื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดตกค้าง ที่บันทึกไว้จำนวน 2,556.7 ตร.กม.ในพื้นที่ 24 จังหวัด ประเทศไทยดำเนินการค้นหาและเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้เพียง 2,000 กว่าตร.กม. ยังคงเหลือพื้นอันตรายต้องสงสัยฯ ตกค้าง เหลืออยู่อีก 528.2 ตร.กม.

ประเทศไทยจึงอนุมัติต่อที่ประชุมรัฐภาคีต่างๆ เพื่อขอขยายระยะเวลาค้นหาและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่อันตรายฯ ที่เหลืออยู่จำนวน 528.2 ตร.กม. ต่อไปอีก 9 ปีครึ่ง (หมดเขตถึงวันที่ 1 พ.ย.2561)

เหตุผลที่ประเทศไทยดำเนินการล่าช้า
ประเทศไทยอ้างเหตุผลที่ดำเนินการล่าช้า  ไม่สำเร็จตามระยะเวลา ต่อที่ประชุมในครั้งนั้น ว่า 
  1. การสำรวจของ Landmine Impact Survey เมื่อปี 2543-2544 เป็นเพียงการสำรวจเบื้องต้น ทำให้มีความคลาดเคลื่อนและมีพื้นที่สงสัยว่ามีทุ่นระเบิดสูงกว่าความเป็นจริง (2,557 ตร.กม.) ซึ่งทำให้ไทยเสียเวลาเก็บกู้  
  2. วิธีการที่ไทยใช้ในการเก็บกู้คือการเก็บกู้แบบปกติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเพราะต้องระมัดระวังสูงและใช้งบประมาณมาก
  3. สภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ทุ่นระเบิดซึ่งยากและใช้เวลาในการเข้าถึงและจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์เครื่องจักรที่เหมาะสม เช่น ป่าทึบ ทิวเขาที่มีความลาดชันสูง และสภาพอากาศที่ไม่สามารถทำงานได้ตลอดทั้งปี
  4. งบประมาณที่จำกัด และความช่วยเหลือจากต่างประเทศมีไม่มากนัก
คาดว่าหลังจากขอขยายระยะเวลา ไทยจะเหลือพื้นที่ทุ่นระเบิดประมาณ 528.2 ตร.กม. จากพื้นที่ที่สงสัยว่ามีทุ่นระเบิดทั้งหมด 2,557 ตร.กม. โดยจะให้ความสำคัญกับพื้นที่ซึ่งมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน พื้นที่ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พื้นที่ซึ่งมีผลต่อสภาพแวดล้อมและนิเวศวิทยา และพื้นที่ซึ่งยังปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จ ตามลำดับ และคาดว่าจะใช้งบประมาณ 17,435.5 ล้านบาท ทั้งจากรัฐบาลไทย และจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

แผนการใช้งบประมาณ
ประเทศไทยเสนอแผนการใช้งบประมาณใน 9 ปีครึ่งข้างหน้า ดังภาพด้านล่างนี้


ตามแผน : ในปี ค.ศ.2010-2018 ประเทศไทยวางแผนหางบประมาณมาใช้ในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดทั้งสิ้น 15,973.90 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจากรัฐบาล 11,500 ล้านบาท และเงินบริจาคจากต่างชาติ 4,473.90 ล้านบาท 

แต่ในความเป็นจริง กลับตรงกันข้าม : รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระบิดให้แก่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ผ่านกระทรวงกลาโหม) เพียง 566.9 ล้านบาท (ถึงปี ค.ศ.2017) ส่วนเงินบริจาคจากต่างประเทศ มีน้อยมาก และไม่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ 

TIME LINE ของประเทศไทย
ปัจจุบัน ณ วันที่ 30 ก.ย.2559 ประเทศไทยยังคงเหลือพื้นทีอันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดฯ อีก 422.60 ตร.กม.ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด ซึ่งเหลือเวลาอีก 2 ปี 2 เดือน จะสิ้นสุดเวลาที่สัญญาไว้




จากสถิติที่ผ่านมาภายใต้ทรัพยากรและเครื่องมือในปัจจุบัน ประเทศไทยปรับลดพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดฯ ได้ปีละ 30-35 ตร.กม. หากวิเคราะห์แล้ว สถานะปัจจุบัน ประเทศไทยมีความล่อแหลมต่อการผิดสัญญาอีกครั้ง


ผู้มีอำนาจต้องตัดสินใจ
ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในที่ประชุมรัฐภาคี ประเทศที่ประสงค์ขอต่ออนุสัญญาฯ ต้องเสนอคำขอล่วงหน้าหนึ่งปี ก่อนสิ้นสุดสัญญา ดังนั้นหากประเทศไทย จะตัดสินใจขอต่อหรือไม่ต่ออนุสัญญาฯ  อีกครั้ง นั้น ต้องเสนอในปี พ.ศ.2560 (ค.ศ.2017) นั่นหมายถึง ผู้ที่มีอำนาจโดยแท้จริง คือ  คณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (National Mine Action Committee : NMAC) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต้องมีมติเห็นชอบด้วยและจะต้องตัดสินใจว่า "จะเอากันอย่างไร" ไม่ใช่การตัดสินใจของผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ หรือผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ คนใดคนหนึ่ง 



และหากคณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ( NMAC) มีมติตัดสินใจไม่ต่อสัญญา ก็ต้องมีมาตรการลงมาเพิ่มเติมว่า แล้วจะทำกันอย่างไรต่อไปให้สำเร็จตามสัญญา  อันที่จริงๆ เรื่องนี้ผมเคยนำเสนอมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 แล้วว่า "จะต่อหรือไม่ต่อ ต้องมีความชัดเจน" (ดังภาพที่แสดงด้านล่าง)  แต่ไม่มีผู้บริหารท่านใดให้ความสนใจ ทุกคนมาอยู่ชั่วพักชั่วยามแล้วก็จากไป  จนถึงวันนี้อาจจะต้องเร่งรีบดำเนินการมากขึ้น


จะใช้เหตุผลใดในการขอต่อสัญญา
หากประเทศไทยจะขอต่อสัญญาที่เป็นครั้งที่ 2 ต้องตอบคำถามมากมาย เพื่อให้ตัวเองไม่เสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือในรัฐภาคี เพราะแผนที่เคยเสนอไว้ในการต่อสัญญาครั้งที่ 1  ประเทศไทยไม่เคยได้ทำตามแผนเลย เหมือนการขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ เหมือนเด็กดื้อ ที่ทำการบ้านไม่เสร็จเป็นครั้งที่ 2 แล้วจะเอาเหตุผลอะไรไปอ้างครู  

หากประเทศไทย ปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดฯ ไม่แล้วเสร็จตามอนุสัญญาออตตาวาที่ให้ไว้อีกครั้ง ก็คงไม่เป็นไร รัฐภาคีทั้งหลายก็คงไม่ลงมติให้จับกุมประเทศไทยไปลงโทษ เข้าคุกเข้าตาราง แต่อย่างใด  แต่ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากค่าความน่าเชื่อถือและค่าความเชื่อมั่นต่อสังคมโลก ซึ่งอาจจะส่งผลต่ออนุสัญญาฯ อีกหลายฉบับที่เข้าร่วมอยู่แล้ว และอีกหลายฉบับที่กำลังจะตามมา

ฤา..เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทยที่เคยสร้างสมไว้ในอดีต จะถูกทำลายลงในยุคผู้นำปัจจุบันของประเทศไทย  ช่วยกันเถอะครับ หันมาดูข้อเท็จจริง และช่วยกันแก้ไขเสียที ก่อนที่จะสายเกินไป

********************************
ชาติชยา ศึกษิต : 28 พ.ย.2559

คณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ( NMAC) (ตามโครงสร้าง)

28 มีนาคม 2559

หนังสือเล่มสีส้ม

หลังจากอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) มีผลบังคับใช้แล้ว การสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดในประเทศไทย (Land Impact Survey : LIS) อย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นในเดือน พ.ค.2543 โดยศูนย์ปฏิบัติการสำรวจ (Survey Action Center : SAC) เป็นผู้ปฏิบัติการสำรวจ มีองค์การเพื่อความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (Norwegian People’s Aid : NPA) เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการสำรวจ การสำรวจเสร็จสิ้นในเดือน มิ.ย.2545 

ผลการสำรวจ
ประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดและสรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) จำนวน 933 แห่ง ชุมชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากภัยทุ่นระเบิดจำนวนทั้งสิ้น 530 หมู่บ้าน แยกเป็นหมู่บ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 297 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา 139 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-ลาว 90 หมู่บ้าน และตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย 4 หมู่บ้าน รวมขนาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 2,556.7 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ใน 24 จังหวัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่และความปลอดภัยของราษฎรจำนวน 503,682 คน

หนังสือเล่มสีส้ม

หนังสือเล่มสีส้ม : โจทย์ของประเทศไทย
พื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดจำนวน 2556.7 ตร.กม.ใน 24 จังหวัด ที่ถูกรายงานไว้ในหนังสือการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดในประเะทศไทย (Landmind Impact Survey Kingdom of Thailand) ซึ่งผมมักจะเรียกเขาว่า "หนังสือเล่มสีส้ม"  ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องดำเนินการค้นหาเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวให้แล้วเสร็จก่อน 1 พ.ค.2552 ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาออตตาวา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เสร็จ จำต้องขอต่ออนุสัญญาฯ ไปอีก โดยการขอต่อสัญญางวดใหม่นี้ ประเทศไทยขอถึงวันที่ 1 พ.ย.2561 นับจากปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีเศษๆ และมีแนวโน้มว่ากำลังจะไม่เสร็จอีก

กำลังจะถูกทิ้ง
หนังสือเล่มสีส้มนี้ จัดพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องราวรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสำรวจ ความเป็นมาและวิธีการที่ใช้ การรายงานผลกระทบจากทุ่นระเบิดของประเทศไทยโดยละเอียด มีการจัดทำเป็นซีดีรอมแนบไว้ด้วย 

ตอนผมเข้ามาทำงานในศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิด (TMAC) ใหม่ๆ ประมาณปลายปี 2555 กำลังมีการจัดระเบียบภายในหน่วยงาน โดย เจ้าหน้าที่ทั้งหลายพยายามกำจัดหนังสือเก่าๆ  สิ่งของ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่ชำรุดและไม่จำเป็นแล้ว บ้างก็นำไปทิ้ง บ้างก็นำไปขาย เพื่อให้เกิดความสะอาดของหน่วยงาน  ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ผมพบหนังสือเล่มนี้กำลังจะถูกนำไปทิ้ง โดยไม่มีใครใส่ใจ ผมจึงแอบเก็บมาไว้ศึกษา จนกระทั่งปัจจุบันผมยังใช้เป็นคัมภีร์หลักประกอบการบรรยาย การปฏิบัติงาน และศึกษาภูมิหลังเรื่องราวของทุ่นระเบิดในประเทศไทยมาโดยตลอด

ปัจจุบัน "หนังสือเล่มสีส้ม" นี้  เหลืออยู่นับจำนวนเล่มได้  
ทีมสำรวจ LIS เมื่อปี พ.ศ.2543-2545

ดร.กาย โรดส์ คนที่ 4 จากซ้าย

ดร.กาย โรดส์ ผู้นำโครงการ
ผู้นำโครงการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดและกระสุนตกค้างที่ยังไม่ระเบิดในประเทศไทย ขณะนั้น คือ ดร.กาย โรดส์ จากองค์การเพื่อความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (NPA) ที่เหลือจะประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้นำโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการข้อมูล ผู้บริหารฝ่ายการเงิน การบริหาร การจัดซื้อ และคณะสำรวจจำนวน 4 ชุด ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภาคสนามมากกว่า 50 คน รวมทั้งหมดแล้วเป็นผู้บริหารชาวต่างประเทศ 4 คน ที่เหลือเป็นคนไทย จำนวนประมาณ 80 คน

ขอลายเซ็น
ในโอกาสที่นาย Stefano Toscano เอกอัครราชฑูตและผู้อำนวยการศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมแห่งนครเจนีวา (Geneva International Centre for Humanitarian Deming-GICHD) พร้อมด้วย Dr.Guy Rhodes ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ GIHD  ได้มาเยี่ยมชมการปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของประเทศไทย เป็นครั้งแรกในพื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13-15 ธ.ค.2558 ผมได้เข้าร่วมให้การต้อนในครั้งนั้นด้วย  จึงมีโอกาสได้พบกับ ดร.กาย โรดส์ เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ผมนำ "หนังสือเล่มสีส้ม" ติดตัวไปด้วย เพื่อถือโอกาสขอลายเซ็นตัวจริง เสียงจริง จาก ดร.กาย โรดส์ ผู้นำโครงการฯ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว เสียเลย ท่านรู้สึกดีใจมาก และผมก็รู้สึกดีใจเช่นกัน



ปัจจุบัน ผมยังใช้ "หนังสือเล่มสีส้ม" นี้ เป็นคัมภีร์หลักในปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทยตลอดมา 


************************
ชาติชยา ศึกษิต : 29 มี.ค.2559

18 มีนาคม 2559

เฮง รัตนา กับงานการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมไทย-กัมพูชา

ผมได้มีโอกาสเห็นการทำงานของ ฯพณฯ เฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (H.E.HENG Ratana, Director of the cambodian Mine Action Centre : CMAC) จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2559 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมสเตชั่นวัน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ครั้งแรกเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันในพื้นที่เขตปลอดทหารชั่วคราว PDZ
ตอนนั้น วันที่ 31 ส.ค.2555  เฮง รัตนา ที่ปรึกษานายฮุนเซน นำพาทีมจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (CMAC) มาประชุมเรื่อง "การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมในพื้นที่ปลอดทหารชั่วคราว" (Provisional Demilitarized Zone ; PDZ)  ABCD ตามคำสั่งศาลโลก กับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติของไทย (TMAC) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของกองทัพไทย ณ ห้องประชุมกรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย 


การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากผลการหารือของคณะทำงานร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 2 (2nd Meeting of the Joint Working Group : JWG) เรื่องการปฎิบัติตามคำสั่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศลงวันที่ 18 ก.ค.2554 ระหว่างวันที่ 26-28 มิ.ย.2555 ณ กรุงพนมเปญ โดยกัมพูชาต้องการให้มี "การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา" ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยต่อคณะสังเกตการณ์ร่วมและเกิดความสะดวกในการดำเนินการตามขั้นตอนของการปรับกำลังต่อไป ผลพลอยได้ก็คือความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่ปฏิบัติงานอยู่

ครั้งที่สอง : การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ
การหารือครั้งนี้สืบเนื่องมาจากผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 10 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อ 24 ธ.ค.57 

“ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบตามที่จะสนับสนุนความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมระหว่างศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา(CMAC) โดยที่ประชุมรับทราบข้อเสนอที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้การดำเนินการตามโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษประสบผลสำเร็จ”



ต่อมาในวันที่ 21-23 ม.ค.2558 จึงเกิดการประชุมร่วมครั้งแรกระหว่าง TMAC กับ CMAC ณ โรงแรมอินโดจีน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยใช้ชื่อการประชุมว่า "The Thai-Cambodian Demining Cooperation Meeting" ซึ่งครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าร่วมคณะ



ผลการหารือสรุปได้ว่า
  1. ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะปฏิบัติงานตามแนวทางของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ในเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  2. CMAC เห็นว่าควรรอให้รัฐบาลทั้งสองตัดสินใจในเรื่องพื้นที่ที่จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วม แล้วจึงเริ่มเจรจาลงรายละเอียด (ที่ไหน อย่างไร กำลังพล ฯลฯ)
  3. CMAC เห็นว่าการดำเนินการเรื่องงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดสามารถดำเนินการได้ทันที  (การเก็บกู้ฯ ควรรอให้รัฐบาลทั้งสองเป็นผู้กำหนด)
  4. CMAC เสนอให้มีการพบกันอีก ทั้งในระดับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย เพื่อดำเนินการปรึกษาหารือในรายละเอียด และติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม
ครัั้งที่ 3 : เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วม บ้านป่าไร่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ 
วันที่ 14 มี.ค.2559 ฯพณฯ เฮง รัตนา ในฐานะผู้แทนรัฐบาลกัมพูชาและผู้อำนวยการศูนย์ปฏฺิบัติการทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (CMAC) และคณะ ขอเข้าพบผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรไทย (TMAC) เพื่อหารืออย่างไม่เป็นทางการ เรื่อง แนวทางการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมไทย-กัมพูชา บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ บ้านป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.กัมพูชา ตามนโยบายรัฐบาลทั้งสองประเทศ ณ โรงแรมสเตชั่นวัน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว  สรุปผลการหารือได้ ดังนี้
  1. ทั้งสองฝ่ายเห็นควรมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันระหว่าง TMAC กับ CMAC 
  2. การกำหนดขอบเขตพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันให้คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา  เป็นผู้กำหนด
  3. การแบ่งพื้นที่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมบริเวณ บ.ป่าไร่ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 
    1. พื้นที่ที่ชัดเจนในเรื่องเขตแดนแล้ว แต่ละฝ่ายจัดเจ้าหน้าที่เก็บกู้เอง 
    2. ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องเขตแดนให้จัดเจ้าหน้าที่เก็บกู้ร่วมกัน
  4. การดำเนินงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดสามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน 
  5. หากมีโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดร่วมกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จากผู้บริจาค ทาง TMAC ยินดีให้ CMAC เป็นเจ้าของโครงการ 




เฮง รัตนา บุคคลที่น่าจับตามอง
เฮง รัตนา ถือว่าเป็นลูกหม้อของ CMAC เคยทำงานในตำแหน่ง ผู้จัดการด้านประกันคุณภาพ (QA Manager) ไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าสำนักเลขานุการ เป็นรองผู้อำนวยการ CMAC และจนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการ CMAC  ในปี 2551

ปัจจุบัน CMAC เป็นองค์กรอิสระ มีประเทศที่เป็นผู้บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในประเทศกัมพูชามากกว่า 14 ประเทศ และองค์กรของสหประชาชนชาติ,  NGO ปฏิบัติงานร่วมกันมากกว่า 20 แห่ง ซึ่งหากเทียบกันแล้ว  เขาเหนือกว่า  TMAC ของไทยมาก

ใน 3 ครั้งที่มีการเจรจากัน เฮง รัตนา ยังคงเป็น ผอ.CMAC ในฐานะ หน.คณะเจรจา มาโดยตลอด แตกต่างกับประเทศไทย ทึ่ ผอ.TMAC เป็นคนละคนกัน  เฮง รัตนา มีลักษณะของนักการฑูต การเจรจาทุกครั้งมักเป็นฝ่ายได้เปรียบไทยเสมอ และมักจะมีวาระซ่อนเร้น ที่จะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบในอนาคต 


ความเชี่ยวชาญในงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และความเป็นนักการฑูต ของ เฮง รัตนา นี้เอง ที่ฝ่ายไทยต้องระมัดระวัง  อย่าได้เพลี่ยงพล้ำเป็นอันขาด ไม่งั้นฝ่ายไทยอาจจะเสียแผ่นดินอีกครั้งได้ ดั่งเช่นกรณีเขาพระวิหาร ที่ทุกคนต่างทราบดี

*************************
ชาติชาย คเขนชล : 18 มี.ค.2559