3 กุมภาพันธ์ 2556

ดินแดน 2 ภาษาที่จันทบุรี

ระหว่างวันที่  28 ม.ค.-1 ก.พ.2556  ในโอกาสที่ผมไปตรวจสอบประเมินผลพื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดในเขตพื้นที่  จ.จันทบุรี และ จ.ตราด  ผมไปนอนพักรีสอร์ทแถว อ.โป่งน้ำร้อน พอมีเวลาว่าง ผมแอบแวะไปเดินชม  ตลาดชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ บ.ผักกาด และด่านถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี  นอกจากจะพบเห็นการค้าขายผลผลิตทางเกษตร สินค้าอุปโภค บริโภค เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ ฯลฯ  แล้ว  สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างของทั้งสองด่านก็คือ "บ่อนการพนัน"  ซึ่งตั้งอยู่ในเขตประเทศกัมพูชา


ตลาดชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ บ.ผักกาด
อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

















หาซื้อลำใยไม่ได้
ที่โป่งน้ำร้อนนี้ แรงงานที่รับจ้างทั่วไป ทำสวนลำใย หรือทำไร่มันสำปะหลัง  ล้วนเป็นชาวกัมพูชา (เขมร) เกือบทั้งสิ้น  (ส่วนเจ้าของก็คือ นายทุนที่เป็นคนไทย) แม้แต่พนักงานรีสอร์ทที่ผมพักอยู่ก็เป็นชาวเขมร แรกๆ ผมพูดหรือทักทายกับเขา  เขากลับทำหน้างงๆ  สงสัยเขาคงจะฟังเราไม่รู้เรื่องแน่เลย ก็ปรากฏว่าจริงครับ "เขาเป็นคนเขมร" 

พื้นที่บริเวณโป่งน้ำร้อนนี้ ส่วนใหญ่ปลูกลำใยกัน สวนลำใยเต็มสองข้างทางไปหมด  เพราะรายได้ดีกว่าปลูกยางพารา  และที่โป่งน้ำร้อนนี้สภาพดินและภูมิอากาศเหมาะแก่การปลูกลำใย  แต่เชื่อไหมครับ ผมหาซื้อลำใยดีๆ ไม่ได้เลย  มีอยู่บ้างก็ตามเพิงเล็กๆ ข้างทางตามสี่แยก ลำใยก็ลูกเล็กๆ หล่นๆ  ถามคนในพื้นที่ได้ความว่า ลำใยพวกนี้ คนไทยไม่ได้กินหรอกครับ  เพราะมันถูกคัดและส่งออกต่างประเทศหมด ออกไปทางกัมพูชา ต่อไปยังเวียดนาม จีน

คนไทยก็เลยได้กินเฉพาะลำใยที่ถูกคัดทิ้งแล้วเท่านั้น......

หนังสือขายดี
สำหรับชาวเขมรหน้าใหม่ ที่เพิ่งผ่านแดนเข้ามาทำงานในเขตประเทศไทย  สิ่งสำคัญสิ่งแรกที่ต้องหาชื้อ คือ หนังสือสนทนาภาษาไทยแบบเร่งด่วน  ซึ่งมีขายอยู่ตามร้านในตลาดชายแดนฯ เกือบทุกร้าน เพื่อจะได้พูดคุยสนทนากับนายจ้างคนไทยได้  ไม่อย่างนั้นคงสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ผมลองซื้อมาอ่านดู ก็พอจะสนทนาภาษาเขมรได้บ้างเล็กน้อย แต่อีกไม่นานก็คงจะลืมเพราะไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน

หนังสือขายดีสำหรับเขมรมือใหม่
สนทนาภาษาไทยด่วน

















ดินแดน 2 ภาษา
แถวนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชาที่มารับจ้างแรงงาน บางส่วนเข้ามาตอนเช้ากลับออกไปตอนเย็น บางส่วนนายจ้างคนไทยก็จัดที่พักให้เลย  ภาษาที่ใช้พูดกันส่วนใหญ่จะเป็นภาษาเขมร  การเขียนป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์จะเป็น 2 ภาษาคือภาษาไทย และภาษาเขมร  แต่บางครั้งก็เขียนภาษาเขมร ภาษาเดียวเลยก็มี รถวิ่งแห่โฆษณางานต่างๆ  ก็ต้องใช้  2 ภาษาเช่นกัน 

ผมเดินในตลาดชายไทย-กัมพูชาที่บ้านผักกาด และบ้านแหลม นี้ รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในประเทศกัมพูชาเลยครับ ไม่ต้องข้ามพรมแดนไปในประเทศกัมพูชาให้เสียเวลา โดยเฉพาะที่ด่านถาวรบ้านแหลม แถบจะเป็นคนเขมรเกือบทั้งนั้น ทั้งๆ ที่อยู่ในเขตไทย ชาวไทยและชาวเขมรในพื้นที่นี้ อยู่ด้วยกันแบบมิตรภาพ มีความเป็นพี่เป็นน้องกันจริงๆ   แตกต่างกับทาง อ.กัณฑลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยสิ้นเชิง  


ป้ายเชิญชมคอนเสิร์ต
"อีวา"  นักร้องขวัญใจชาวเขมร
นี่ปักในเขตประเทศไทยนะครับ
แต่ภาษาเขมร....






















บ่อนการพนัน คู่ชายไทย-กัมพูชา
ผมสังเกตเห็นรถตู้รับจ้างวิ่งกันทั้งวัน ไปด่านบ้านผักกาดบ้าง ไปด่านบ้านแหลมบ้าง นึกว่าคนไปท่องเที่ยวหรือไปซื้อของกัน  แต่ที่แท้รถตู้เหล่านั้น กำลังพาลูกทัวร์คนไทยไปเล่นการพนันที่ฝั่งกัมพูชา แปลกนะครับ "คนเขมรค้าขายและใช้แรงงาน รับจ้างทุกอย่างที่ได้สตางค์  แต่คนไทยกลับชอบเสี่ยงโชคหาสตางค์กับการพนัน"  บ่อนที่นี่ยังไม่มาตรฐานเท่าแถบ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว  แต่ก็มีคนไทยเข้ามาเล่นกันอย่างไม่ขาดสาย  บ่อนการพนันนี้ สังเกตดูได้ว่า จะมีอยู่รอบขอบชายแดนไทย-กัมพูชา เกือบทุกแห่ง  ทุกช่องผ่านแดน  เหมือนกับว่ามันเป็นของคู่กัน 


ด่านถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี
ข้ามไปคือประเทศกัมพูชา


















ผ่านด้านถาวรบ้านแหลมก็เข้าสู่ประเทศกัมพูชา
เข้าไปคือบ่อนการพนัน ที่คนไทยมักชอบไปเสี่ยงโชคกัน

















*****************************

20 มกราคม 2556

ไม้พยุง งูจงอาง และเสียงปืน



เมื่อวันที่ 15 และ 16 ม.ค.2556 ผมและคณะกรรมการตรวจสอบประเมินผลพื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด ได้เดินไปตรวจสอบฯ พื้นที่สนามทุ่นระเบิดแห่งหนึ่ง เป็นพื้นที่ป่าประมาณ 2 ตร.กม.ใน จ.ศรีสะเกษ ใกล้แนวชายแดนไทยและกัมพูชา ซึ่งต้องใช้เวลาเดินเท้าจากถนนที่รถยนต์เข้าถึง ผ่านผืนป่าโปร่งและเนินเขาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง 

ไม้พยุง
วันแรกคณะฯ ของพวกเราประกอบด้วยชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง มาร่วมเดินทางตรวจสอบพื้นที่ฯ เพื่อเป็นสักขีพยานด้วย และยังมี ตชด. เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และทหารพราน คอยคุ้มกันให้เพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่อันตราย ที่ต้องให้เขาคุ้มกันให้ ก็เพราะพวกเขามีปืนมีอาวุธ ส่วนพวกเรามีแต่เครื่องตรวจค้นทุ่นระเบิดและไม้เท้าเดินป่า สาเหตุที่พวกเราไม่มีปืน ไม่มีอาวุธ เพราะเราปฏิบัติงานเพื่อมนุษยธรรมจึงมีอาวุธไม่ได้ ระหว่างเส้นทางเดินเและภายในบริเวณผืนป่าแห่งนี้ ผมพบกับไม้พยุงที่ถูกลักลอบตัดแล้วเป็นจำนวนมาก สอบถามได้ความโดยสรุปว่า คนไทยเรานี้เองเป็นคนชี้เป้า ส่วนคนเขมรเป็นผู้ตัด โดยมีผู้มีอิทธิพลทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของผลประโยชน์ร่วมกัน มีข้าราชการระดับสูงร่วมรับผลประโยชน์ด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ที่ดูแลพื้นป่าแห่งนี้ มีไว้แค่เป็นไม้ประดับ พวกตัดไม้พยุงนี้ทำกันเป็นขบวนการ พวกเขมรที่เข้ามาตัดไม้พยุงในเขตแดนไทย มักจะมีกองกำลังติดอาวุธเข้ามาคุ้มกันด้วย บ่อยครั้งที่เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ของไทย 




พื้นที่ป่าสนามทุ่นระเบิดแห่งนี้ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เป็นหน่วยรับผิดชอบตรวจค้น พิสูจน์ทราบและกวาดล้างทุ่นระเบิด ทุ่นระเบิดที่เก็บกู้ในพื้นที่นี้ เป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในอดีตกว่า 10 ปีที่แล้ว สมัยการรบกันของเขมร 3 ฝ่าย และเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยต้องกวาดล้างให้หมดตามพันธะของอนุสัญญาออตตาวาภายในปี 2561 แต่เวลานี้ ขณะที่ผมเดินไป ผมรู้สึกเสียวสันหลัง นึกในใจว่า "ถ้าหากมีการวางทุ่นระเบิดหรือกับระเบิดใหม่ เพื่อไว้ดักเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ที่จะเข้ามาลาดตระเวณตรวจจับการลักลอบการตัดไม้พยุงแล้ว จะทำอย่างไร" 

งูจงอาง
วันที่สอง คณะของเราเดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่อีกครั้ง วันนี้กำลังที่คุ้มกันไม่มา ชาวบ้านก็ไม่มา มีแต่พวกเราและเจ้าหน้าที่ นปท.3 เดินกันแต่เพียงลำพังไร้ซึ่งอาวุธใดๆ นอกจากเครื่องตรวจค้นทุ่นระเบิด วันนี้เรื่องแรกที่พบคือ "งูจงอาง" เจ้าหน้าที่ของ นปท.3 ซึ่งเป็นส่วนล่วงหน้าแจ้งวิทยุว่า ให้พวกเราย้อนกลับ...หาทางเดินใหม่เนื่องจากไม่ไว้ใจ เพราะรังของงูจงอางมันขวางอยู่ในเส้นทางการเดินของเรา สมัยก่อน พวก นปท.3 นี้เคยผจญกับงูจงอ้างตัวนี้มาแล้ว และได้เคยทำร้ายคู่ของมันจนตายเพื่อป้องกันตัว ดังนั้น..มันอาจจะกำลังหาทางแก้แค้นพวกเราอยู่ อาจเป็นอันตรายได้ 

เสียงปืน
หลังจากเปลี่ยนเส้นทาง พวกเราเดินทางต่อได้สักพักใหญ่ ส่วนล่วงหน้าฯ แจ้งวิทยุกลับมาอีกครั้งว่าให้หยุดรอก่อน มีกองกำลังติดอาวุธของเขมรที่มาคุ้มกันพวกตัดไม้พยุงอยู่ข้างหน้า หลังจากนั้นอีกไม่นานมีเสียงปืนดังขึ้น 2 ชุด จากนั้นก็เงียบหายไป คณะของเราร่วมปรึกษาราหือกันจึงตัดสินใจสั่งให้ถอนตัวกลับ ยกเลิกภารกิจในวันนี้ เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยแก่พวกเรา พวกเราไม่มีอาวุธอะไรจะสู้รบกับฝ่ายเขมรเลย มีแต่เครื่องตรวจค้นทุ่นระเบิดเท่านั้น 




เจ้าหน้าที่ นปท.3 เล่าให้ฟังว่า พวกเขาเคยโดนเขมรจับมาแล้ว กักตัวไว้ 4 ชั่วโมง กว่าผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายจะเจรจาตกลงกันได้ หากโดนเขมรจับ ให้ชูมือและเครื่องตรวจค้นขึ้นเหนือหัว แล้วตะโกนว่า "ทีแม็ก ทีแม็ก" (ทีแม็กย่อมาจาก TMAC ซึ่งหมายถึง Thailand Mine Action Center) เขมรก็จะไม่ทำอะไร เพราะมันรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดเท่านั้น ไม่ใช่กำลังฝ่ายทหารที่ติดอาวุธ เพราะทางเขมรเขาก็จะมีเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดเหมือนกันแต่เป็นพลเรือน ที่เรียกว่า "ซีแม็ก" (ซีแม็กย่อมาจาก CMAC ซึ่งหมายถึง Cambodian Mine Action Center) 

"แต่บางพื้นที่ วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้นะครับ บางครั้งกองกำลังเขมรก็ยิงใส่เลย โดยไม่มีการเจรจา เพราะมีเรื่องราวที่คลั่งแค้นสะสมกันอยู่ระหว่างกำลังฝ่ายไทยและฝ่ายเขมร" 

เจ้าหน้าที่ นปท.3 ยังเล่าต่อว่าหากพวกเขาไม่ต้องแต่งเครื่องแบบชุดทหารในการปฏิบัติงาน ก็จะลดอันตรายจากความเข้าใจผิดได้มากขึ้น ควรแต่งกายเป็นชุดพลเรือนไปเลย เพราะเราทำงานด้านมนุษยธรรม ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่คงต้องหาคำสั่งอะไรสักอย่างจากหน่วยเหนือมารองรับ ซึ่งเรื่องการแต่งกายชุดทหารในการปฏิบัติงานนี้ มีปัญหาเช่นกันในพื้นที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดนไทย-ลาวและพม่า 

ถางป่า
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้พบในพื้นที่แห่งนี้ คือ วิธีการบุกรุกป่าเพื่อปลูกยางพารา ชาวบ้านจะทำการแอบเลื่อยต้นไม้ใหญ่ๆ ที่โคนต้นในพื้นที่ป่าที่ต้องการจะบุกรุก เลื่อยเข้าไปสักค่อนต้น แต่ไม่ต้องให้ขาดล้มลง ต้นไม้ยังคงยืนเด่นเป็นต้นไม้อยู่ เพื่อตบตาการตรวจการณ์และการลาดตระเวณของเจ้าหน้าที่ พอเข้าฤดูฝนมีพายุลมแรง ต้นไม้ใหญ่ที่ตัดเอาไว้ก็จะโค่นล้มลงเอง ทับต้นไม้เล็กรอบๆ จนต้องตายไปด้วย เพราะเข้าฤดูหนาวก็จะทำการจุดไฟเผา ทำให้พื้นที่ป่านั้นราบเตียน พร้อมปลูกยางพาราได้ในฤดูถัดไป..น่าสงสารป่าจริงๆ ครับ 




เรื่องราวตามชายขอบของประเทศไทยนี้ ยังคงมีปัญหารอให้แก้ไขอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องเส้นเขตแดนและทรัพยากรในพื้นที่ หากผู้ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ได้ก้มลงมามองเและหาทางแก้ปัญหาร่วมกันอย่างจริงจัง ผมคิดว่าปัญหาต่างๆ ก็คงจะดีขึ้นบ้าง..
















************************
จุฑาคเชน : 20 ม.ค.2556

22 ธันวาคม 2555

ฟ้าใสที่บ่อเกลือ

เมื่อวันที่ 17-21 ธันวาคม 2555 ผมและคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลฯ (Quality Control : QC) ศูนย์ปฏฺิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ  ได้เดินทางไปตรวจสอบประเมินผลพื้นที่สนามทุ่นระเบิดต้องสงสัยแปลงสุดท้ายของ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ที่บ้านห้วยโทน ต.ดงพญา ว่ามีความปลอดภัยหรือไม่หลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้าปฎิบัติงานพิสูจน์ทราบแล้ว 

พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เช้าตรู่ของวันจันทร์ ไปนอนคืนแรกที่ อ.เมือง จ.น่าน วันต่อมาจึงเดินทางไปยัง อ.บ่อเกลือ ระยะทาง 80 กว่ากิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 3 ชั่วโมงเพราะเส้นทางต้องผ่านภูเขาสูงชันและคดเคี้ยว ความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500-900 เมตร ถึงที่พักบ่อเกลือฟ้าใส ใกล้เที่ยง หลังจากนั้นตอนบ่ายรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 (นปท.4) ถึงสภาพพื้นที่สนามทุ่นระเบิดแปลงสุดท้ายดังกล่าว 


ผืนป่าและภูเขาอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ต.ดงพญา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน
ที่ตั้งแปลงสนามทุ่นระเบิด
พื้นที่สนามทุ่นระเบิดแปลงนี้เคยเป็นเส้นทางส่งเสบียงอาหารในสมัยการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และทหารไทย เมื่อสมัยก่อน อยู่บนสันเขาสูงชันระหว่างเขตแดนประเทศไทยกับประเทศลาว ถูกสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2542 และบันทึกไว้ว่าเป็นพื้นที่สงสัยจะมีการวางทุ่นระเบิด โดย องค์การความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (Norwegian People's Aid : NPA) มีขนาดพื้นที่ 129,000 ตร.ม. นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน จึงถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลว่ายังมีพื้นที่สนามทุ่นระเบิดที่น่าสงสัยอยู่ ซึ่งต้องรอเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเข้าตรวจสอบและพิสูจน์ทราบต่อไป 

ผืนป่าดิบและเขาสูงชัน
อาจเป็นเพราะเส้นทางเข้าพื้นที่ที่ยากลำบาก ต้องเดินทางด้วยเท้าผ่านพื้นที่ภูเขาสูงชันหลายลูก ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าดิบชื้น เต็มไปด้วยสัตว์แมลง และทาก จึงทำให้พื้นที่สนามทุ่นระเบิดแปลงนี้ต้องถูกทิ้งไว้ จนกระทั่งอีก 13 ปีต่อมา นปท.4 จึงตัดสินใจจัดกำลังพลเข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่ในเดือน เม.ย.2555 โดยใช้ทหารรุ่นหนุ่มเป็นกำลังหลัก 

การเข้าไปยังพื้นที่ต้องใช้การเดินทางด้วยเท้า พร้อมแบกอุปกรณ์สัมภาระเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ท่ามกลางความสูงชันของขุนเขา การสุ่มหาร่องรอยของทุ่นระเบิดเป็นไปด้วยความยากลำบากท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บบนยอดภูที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,900 เมตร  กำลังพลต้องนอนพักค้างแรมคราวละหลายคืนเนื่องจากการเดินทางขึ้น-ลง ลำบาก  พ่อเสบียงหมดจึงค่อยกลับลงมาพักบนพื้นราบ และถือเป็นการพักฟื้นร่างกายไปในตัว 

หลังจาก นปท.4 ปฏิบัติงานอยู่กว่า 3 เดือน จึงยืนยันว่าพื้นที่สนามทุ่นระเบิดแปลงนี้มีความปลอดภัยแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของผมและเพื่อนกรรมการต้องเดินทางเข้าไปตรวจสอบและประเมินผลพื้นที่ (Quality Control : QC) ว่าปลอดภัยจริงหรือไม่ หากปลอดภัยจริงก็จะส่งคืนพื้นที่ให้แก่ประชาชนเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป 

สุดยอด QC 
ผมเองรู้สึกหวั่นใจและไม่ค่อยมั่นใจว่า ตัวเองจะสามารถเดินทางเข้าไปถึงพื้นที่สนามทุ่นระเบิดแปลงนี้ได้สำเร็จหรือไม่ สุขภาพร่างกายจะทนกับสภาพเส้นทางที่แสนทรหดเส้นนี้ได้หรือ เส้นทางเส้นนี้ได้รับการกล่าวขานมาว่า "เป็นเส้นทางที่โหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาการ QC ทั้งหลาย" แต่ในใจอีกส่วนหนึ่งก็มีความมั่นใจ เพราะมันเหมือนความท้าทายที่รอเราอยู่ อีกทั้งมันเป็นความรับผิดชอบในหน้าที่ของผมด้วย ผมคิดอยู่เสมอว่า ลูกน้องเขายังดั้นด้นไปทำงานอยู่ได้เป็นเวลาแรมเดือน พอถึงเวลาให้เราเข้าไปตรวจสอบฯ หากเราไม่ไปก็รู้สึกละอายใจ ผมจึงมีความมุ่งมั่นที่จะต้องเดินทางเข้าไปถึงพื้นที่แปลงนี้ให้ได้ 

ทีมงาน QC ของเราจำนวน 6 คน เริ่มออกเดินทางด้วยเท้าหลังจากหมอกเริ่มจางลง ในเช้าวันพุธที่ 19 ธ.ค.2555 โดยมีกำลังพลของ นปท.4 เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ทหารพราน และชาวบ้านร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วย ผมมอบให้ทีม QC ที่เป็นคนหนุ่มเป็นทัพหน้า นำไปก่อน ส่วนผมพร้อมด้วย รอง ผบ.นปท.4 เป็นทัพหลัง เดินตามหลังไป เนื่องจากไม่มั่นใจตนเองว่าจะเดินไหวหรือปล่าว หากไม่ไหวก็ต้องกลับก่อนเพราะกลัวจะเป็นภาระกับคนอื่น 

น้ำตกไร้ชื่อ ต้นแม่น้ำน่าน
ก่อนขึ้นสู่พื้นที่แปลงสนามทุ่นระเบิด
สมคำเล่าลือ...การเดินทางในผืนป่าอุทยานแห่งชาติขุนน่านในครั้งนี้ ผมเหนื่อยจริงๆ ต้องเดินข้ามภูเขาสูงชันถึง 3 ลูกและก่อนขึ้นพื้่นที่สนามทุ่นระเบิดอีก 1 ลูก ซึ่งลูกสุดท้ายนี้ ชันสุดๆ ชันประมาณ 70-80 องศา ต้องใช้วิธีการคานสี่ขากันเลย ปีนขึ้นก็ปวดหน้าขา ขาลงก็เจ็บกระดูกหัวเข่าและเท้าที่ต้องคอยยันตัว ตะคริวก็กำลังจะกิน แรงก็กำลังจะหมด หลายครั้งผมอยากจะตัดสินใจยกเลิกภารกิจ แต่ในหน้าที่และความรับผิดชอบแล้ว ผมทำไม่ได้ ผมใช้เวลาเดินเท้าเข้าพื้นที่สนามทุ่นระเบิดแปลงนี้ นานถึง  3 ชั่วโมง โชคดีที่ทีมคนหนุ่มทัพหน้าเดินทางถึงพื้นที่ได้และปฏิบัติงานล่วงหน้าไปก่อน 

หลังจากทำการสุ่มตัวอย่างพื้นที่เสร็จเรียบร้อย พวกเรารับประทานอาหารกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อยในพื้นที่สนามทุ่นระเบิดแปลงนี้นี่เอง ทุกคนมีความอิ่มเอิบและสุขใจที่สามารถปฏิบัติภารกิจสุดโหดครั้งนี้ได้สำเร็จด้วยดี แต่พอนึกถึงขากลับ จิตใจก็ประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่อยากนึกถึงมันเลย 

พวกเราทั้งหมดออกเดินทางกลับจากพื้นที่ประมาณบ่ายโมงกว่า ผมเป็นทัพหลังเหมือนเดิม คราวนี้หนักกว่าเดิมเพราะร่างกายของผมเริ่มอ่อนล้าเต็มที เดินไปด้วยแรงเฉื่อย ตะคริวถามหาอยู่บ่อยครั้งจนต้องแวะพักถี่มากขึ้น การเดินทางกลับเป็นไปด้วยความล่าช้า ผมใช้เวลาเดินทางกลับลงมากว่าจะถึงถนนที่เดิมใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ถึงเอาประมาณ 5 โมงเย็น ทีมงานทั้งหมดนั่งรอกันอยู่แล้ว รอลุ้นกันว่าทัพหลังจะมาถึงเมื่อไหร่ ดีนะที่ยังไม่มืดเสียก่อน ผมหันหลังกลับไปมองขุนเขาที่ผมเพิ่งเดินขึ้นไปเมื่อเช้านี้ แล้วกลับมาถามตัวเองว่า "ผมเดินขึ้นไปได้อย่างไร" 

ฟ้าใสที่บ่อเกลือ 
ภารกิจการตรวจสอบและประเมินผลพื้นที่สนามทุ่นระเบิดแปลงสุดท้ายของ อ.บ่อเกลือ เสร็จสิ้นเรียบร้อย คณะกรรมการ QC ทุกคนมีระดับความเชื่อมั่นว่ามีความปลอดภัยพร้อมจะส่งมอบพื้นที่ให้อุทยานแห่งชาติขุนน่านเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป ท้องฟ้าของบ่อเกลือที่เคยมีเมฆหมอกของทุ่นระเบิดลอยอบอวลอยู่ บัดนี้เมฆหมอกเหล่านั้น ได้ถูกขจัดหมดสิ้นแล้ว วันนี้ท้องฟ้าที่ อ.บ่อเกลือกลับมาสดใสดังเดิม 

ถึงบ่อเกลือเห็นบ่อเกลือเหลือเชื่อนัก 
เอาถังตัก น้ำจากบ่อ..เกลือจริงหรือ? 
มีรสเค็มสมเป็นดั่งคำร่ำลือ 
ยินแต่ชื่อได้มาชมสมฤดี 

ภูเขาสูงทะเลหมอกงดงามนัก 
แต่งานหลักที่เฝ้ารอคือศักดิ์ศรี 
ทุ่นระเบิดร้ายที่ยังเหลือในปฐพี 
ตัวข้าฯ นี้จะเสาะหามาทำลาย 

เขาสูงชันบากบั่นและดั้นด้น 
แม้ทุกข์ทนต้องให้ถึงซึ่งจุดหมาย 
ยอดเขาสูงเสียดฟ้าช่างท้าทาย 
มีความหมายเกินค่ากว่าชีวี 

ฟ้าบ่อเกลือเคยหม่นหมองและร้องให้ 
ด้วยภัยร้ายทุ่นระเบิดที่หลงเหลือ 
แต่วันนี้ ฟ้าใสแล้ว ที่บ่อเกลือ 
ขอให้เชื่อในศรัทธาของข้าฯ เทอญ 


ผู้ร่วมเดินทาง สุดยอด QC ที่บ่อเกลือ

ขอขอบคุณกำลังพลในหน่วยปฎิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 ที่ปฏิบัติงานด้วยความมานะพยายาม เสียสละและอดทน จนกระทั่งสามารถคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ชาว อ.บ่อเกลือได้สำเร็จ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติขุนน่าน ทหารพราน และชาวบ้านที่ร่วมเป็นสักขีพยานในการเดินทางครั้งนี้ และขอขอบคุณคณะกรรมการ (สุดยอด) QC ของศูนย์ปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ชุดนี้ทุกคน


******************************************
บทความ : ชาติชาย คเชนชล : 22 ธ.ค.2555
บทกลอน : พัน ภูพ่าย  : 21 ธ.ค.2555