11 มีนาคม 2556

เหตุการณ์เล็กๆ ที่ชายขอบประเทศไทย


เมื่อต้นเดือน มี.ค.2556 ผมได้ไปตรวจสอบประเมินผลพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดฝังอยู่ตามบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แถว บ้านร่มไทร ต.ทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว 

ชาวบ้านเล่าให้ผมฟังหลายคนด้วยความอัดอั้นและน้อยเนื้อต่ำใจ เรื่อง ที่ดินทำกินในเขตแผ่นดินไทยที่เคยทำมาหากินมาแต่ครั้งปู่ย่าตายายตกทอดกันมา บัดนี้..กลับถูกทหารเขมรอันธพาลถือปืนเข้ามาอาละวาดข่มขู่ ห้ามไม่ให้เข้าไปทำกิน บอกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ส่วนกำลังทหาร ตชด.หรือป่าไม้ของไทย ก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่รู้ไม่เห็น ยอมให้ทหารเขมรเหิมเกริม มารังแกราษฎรไทยในเขตผืนแผ่นดินไทย 

เขมรใช้ยุทธศาสตร์ให้ราษฎรเขมรรุกคืบเข้าพื้นที่ติดขอบชายแดน ปลูกบ้านช่องอยู่อาศัย ทำมาหากินให้เต็มพื้นที่ มีกองกำลังคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้ แล้วค่อยๆ ขยับรุกกินพื้นที่เข้ามาในประเทศไทยเรื่อยๆ แต่ยุทธศาสตร์ประเทศไทย กลับเอาราษฎรไทยออกจากพื้นที่ อ้างเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ไม่เห็นทำอะไรกับเขมรที่รุกล้ำเข้ามา 

"ที่ดินของฉัน แต่ฉันเข้าไปทำกินไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันอยู่ในเขตแดนไทย แล้วจะให้ฉันทำยังไง" 

นี่คือคำถามที่ชาวบ้านแถวนั้นถามเหมือนๆ กันเกือบทุกคน 

"ถึงแม้หัวหน้าฯ(หมายถึงผม) จะกู้ระเบิดออกหมดแล้ว ฉันก็ยังเข้าไปทำมาหากินไม่ได้อยู่ดี เพราะไอ้ทหารเขมร..พวกนี้แหละ" 

ชาวบ้านยังเล่าต่อว่า "ตรงบ้านฉันนี้ มันมีการขนของเถื่อนกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว เป็นไม้ จากฝั่งเขมรเข้ามาฝั่งไทย นายทุนและนักการเมืองทั้งไทยและเขมร มันรู้กัน ข้าราชการไทยไอ้ตัวใหญ่ๆ ก็เอากับเขาด้วย ทั้งทหาร ตชด. ป่าไม้ ตัวเล็กตัวน้อยก็ได้ส่วนแบ่งเหมือนกัน บ้านฉันถึงเป็นอย่างนี้แหละ มันไม่อยากให้พวกฉันเห็นความชั่วของพวกมัน" 

หลักเขตที่  30
ไทย-กัมพูชา
ผมฟังแล้วก็เศร้าใจ อยากช่วยพวกเขา...แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี 
ก็ได้แต่นำมาเขียนไว้ในบทความนี้แหละ..เพื่อเล่าสู่กันฟัง 
ก็ไม่รู้มันจะได้ประโยชน์อะไรบ้างหรือปล่าว 

ผมถามว่าเคยร้องเรียนเรื่องนี้กับใครบ้างหรือปล่าว 

ชาวบ้านบอกว่าร้องเรียนหมดแล้ว ทั้งผู้ใหญ่ กำนัน อบต. กองกำลังทั้งตำรวจทหาร ข้าราชการ ส.ส. แม้แต่กรรมาธิการคณะต่างๆ ที่มาตรวจมาเยี่ยมไม่รู้กี่คณะ แต่ไม่เคยมีใครมาแก้ปัญหาให้พวกฉันสักคน 

ครั้งนี้.. พวกฉันตั้งใจ จะไปร้องเรียนนายกรัฐมนตรีที่กรุงเทพฯ เลย 

ผมถามว่า "ทำไม คิดว่านายกรัฐมนตรี จะแก้ปัญหานี้ได้" 
ชาวบ้านตอบว่า "ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉันไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว" 

เหตุการณ์นี้ อาจจะเป็นเหตุการณ์เล็กๆ ในหมู่บ้านชายขอบแห่งหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้น เกือบตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หากรัฐบาลไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง อ้างแต่ว่าเกรงจะเกิดผลกระทบต่อความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ แล้วทำไมเขมรมันจึงกล้าทำ..ต้องรอให้มันรุกพื้นที่จนเบ็ดสร็จเสียก่อนหรือ จึงค่อยลงมือแก้ไข.. 


(ผลพวงจากการสู้รบตามแนวชายแดน)
ชาวบ้านท่านนี้ เหยียบทุ่นระเบิด
ในพื้นที่ทำกินของตัวเอง 
























********************* 
ชาติชยา ศึกษิต 9 มี.ค.2556

10 กุมภาพันธ์ 2556

ลีลาคชยุทธที่ขอบขัณฑสีมา

ผมได้มีโอกาสไปสักการะ "พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระพุทธรูปของชาวไทยใหญ่" ที่เจ้ายอดศึกแห่งไทยใหญ่ และทหารไทยได้ร่วมกันสร้างขึ้นบนดอยสูงสุด บนกึ่งกลางเส้นแบ่งขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรไทยและประเทศเมียนมาร์  ณ ตำบลนาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน (ดูแผนที่) ที่นั้นผมใด้พบภาพเขียนเกี่ยวกับ "ลีลาคชยุทธจำนวน 12 ท่า 12 ภาพ"  แขวนไว้ในศาลาที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไทยใหญ่  เป็นความรู้ใหม่ของผมที่ได้พบ จึงถ่ายรูปมาและบันทึกไว้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไป

ภาพพาโนรามา
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
และพระพุทธรูปของชาวไทยใหญ่
บนกึ่งกลางเส้นแบ่งขอบขัณฑสีมา

พระบารมีแผ่ปกคุมหัวเมืองเหนือ
พ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน)แห่งบ้านปางคาม เล่าให้ผมฟังว่า ชาวไทยใหญ่ทุกคนมีความเคารพและศรัทธาต่อสมเด็จพระนเรศวรฯ มาก เพราะท่านมีคุณูปการต่อชาวไทยใหญ่หลายครั้งหลายครา แม้เหตุการณ์ตอนที่พระองค์ฯ สิ้นพระชนม์ที่เมืองหาง ก็เพราะกำลังเดินทัพมาช่วยเหลือชาวไทยใหญ่นั้นเอง


พระบรมราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช


บันทึกเจ้ายอดศึก
ที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ พล.ท.เจ้ายอดศึก ประธานสภาเพื่อกอบกู้รัฐฉาน (R.C.S.S) ได้จารึกพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเอาไว้  ผมขอคัดในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับไทยใหญ่ โดยสรุปดังนี้ 
  • พ.ศ.2107  สมเด็จพระนเรศวรฯ พระชนมายุ 9 พรรษา  บุเรงนอง กษัตริย์พม่า ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา  ทรงถูกนำไปเป็นตัวประกัน ณ กรุงหงสาวดี ประทับ 6 ปี ทรงรู้จัก "เจ้าคำก่ายน้อย" ของไทยใหญ่แห่งเมืองแสนหวี  ซึ่งเป็นตัวประกันอยู่กรุงหงสาวดี  ตั้งแต่ พ.ศ.2098
  • ................
  • พ.ศ.2126 สมเด็จพระนเรศวรฯ พระชนมายุ 28 พรรษา  ได้เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเมืองหงสาวดีไปตีเมืองคัง (ไทยใหญ่เรียกเมืองกลอง) ในรัฐไทยใหญ่ ตามคำสั่งของพม่า
  • ...............
  • พ.ศ.2135 สมเด็จพระนเรศวรฯ พระชนมายุ 37 พรรษา สงครามยุทธหัตถี พม่า 240,000 คน ไทย 100,000 คน รบกันที่เมืองสุพรรณบุรี ทรงมีชัยชนะฟันพระมหาอุปราชา มังกะยอชวา แห่งกรุงหงสาวดี ด้วยพระแสงของ้าว สิ้นพระชนม์ เมื่อวันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ.2135  และในสงครามเมืองทะวาย  ตะนาวศรี ไทย 100,000 คน ตีได้เมือง
  • พ.ศ.2143  สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงส่งเจ้าคำก่ายน้อย  กลับแสนหวี เพื่อรวมอาณาจักรเจ้าฟ้าไทยใหญ่ทั้งปวงขึ้นตรงต่ออยุธยา
  •  พ.ศ.2147 สงครามครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพไปตีกรุงอังวะ ด้วยกำลังทัพจำนวน 200,000 คน เพื่อทรงช่วยพระสหาย เจ้าคำก่ายน้อยแห่งแสนหวี ที่กำลังถูกอังวะรุกราน ระหว่างทางทรงประชวร และเสด็จสวรรคต ที่เมืองหาง (อยู่ในรัฐฉาน) เมื่อวันจันทร์ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง  ตรงกับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2148  สิริพระชนมพรรษา 50 พรรษา รวมสิริดำรงราชสมบัติ 15 ปี
จากบันทึกดังกล่าวจึงเป็นสิ่งยืนยันได้ถึงสาเหตุของความเคารพศรัทธา ที่ชาวไทยใหญ่มีต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของเรา 

"พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ยืนตระหง่านบนยอดดอยสูงสุด  หลังของพระองค์ท่านฯ  พิงขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรไทย สายตามองยาวไกลเพื่อกำราบทัพพม่า เจ้าจงอย่ามารุกรานชาวไทยใหญ่ที่ดอยไตแลง ภายใต้สายพระเนตรของพระองค์ฯ "

หลังพิงขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรไทย
ปกป้องคุ้มภัย..ชาวไทยใหญ่..ที่อยู่ด้านหน้า
สายตามองไกล..ไปยอดเขาลิบ
กำราบทัพพม่า..ให้ยำเกรง
  

  
















ลีลาคชยุทธ
จากการที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงกระทำยุทธหัตถี มีชัยชนะฟันพระมหาอุปราชา มังกะยอชวา แห่งกรุงหงสาวดี ด้วยพระแสงของ้าว สิ้นพระชนม์นั้น  จึงได้เกิดภาพวาดลีลาคชยุทธ จำนวน 12 ท่าติดเอาไว้ในศาลาเพื่อเป็นอนุสรณ์นั่นเอง  ลีลาคชยุทธน่าจะเป็นเคล็ดวิชากระบวนท่าในการรบบนหลังช้าง เพราะสมัยก่อนแม่ทัพมักใช้ช้างเป็นพาหนะ จึงต้องมีการเรียนการฝึกฝนเพื่อให้ชำนาญและเชี่ยวชาญในการรบบนหลังช้าง ภาพลีลาคชยุทธ ที่ติดอยู่ประกอบด้วย 12 กระบวนท่า ได้แก่
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 1 นาคีพันหลัก
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 2 หักด่านลมกรด
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 3 องคตควงพระขรรค์
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 4 คชสารสะบัดงวง
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 5 ทะลวงประจัญบาน
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 6 คชสารประสานงา
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 7 บาทาลูบพักตร์
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 8 หักคอเอราวัณ
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 9 โค่นเขาพระสุเมรุ
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 10 เถรกวาดลาน
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 11 บั่นเศียรทศกัณฑ์
  • ลีลาคชยุทธ ท่าที่ 12 ประหารราชสีห์                                                
ผมไม่มีความรู้เรื่องลีลาคชยุทธ จึงไม่สามารถอธิบายเคล็ดวิชาได้ แต่ผมได้ถ่ายภาพมาประกอบให้ชมด้านล่าง  เผื่อว่าท่านผู้ใดมีความรู้จะได้อธิบายเพิ่มเติมได้มากยิ่งขึ้น  

แต่ผมยังสงสัยว่า ตอนที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงกระทำยุทธหัตถี มีชัยชนะฟันพระมหาอุปราชา สิ้นพระชนม์นั้น ไม่ทราบว่าจะเป็นลีลาคชยุทธ  ท่าที่ 11 บั่นเศียรทศกัณฑ์ หรือ ท่าที่ 12 ประหารราชสีห์ กันแน่  วานให้ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญได้ต่อยอดองค์ความรู้ นี้เพื่อประโยชน์ในทางศิลปะการต่อสู้ต่อไป

    































































































































***********************************
ชาติชยา ศึกษิต
10 ก.พ.2556

ดอยไตแลง แผ่นดินผืนสุดท้าย..

เมื่อบ่ายวันที่ 6 ก.พ.2556 หลังจากที่ผมเสร็จภารกิจการตรวจสอบประเมินผลพื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดที่บ้านไม้ลัน อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ผมมีโอกาสได้เดินทางเข้าไปที่ "ดอยไตแลง" ในเขตแดนของรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งดอยไตแลงนี้ เป็นเหมือนแผ่นดินผืนสุดท้ายของชาวไทยใหญ่ ที่ถอยมาจนสุดขอบเขตแดนแล้ว 

ดอยไตแลง มองจากบรมราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ชาวไทยใหญ่ปัจจุบันกระจัดกระจายอยู่หลายพื้นที่ ดอยไตแลงนี้เป็นที่อยู่อีกแห่งหนึ่งของชาวไทยใหญ่ที่ต้องอพยพถอยร่นจากการรุกคืบของกองทัพเมียนมาร์ บ่ายวันที่ผมไป ดอยไตแลงครึกครื้นเป็นพิเศษ มีผู้คนชาวไทยใหญ่เดินขวักไขว่กันเป็นจำนวนมาก ทั้งลูกเด็กเล็กแดง คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าคนแก่ เนื่องจากวันพรุ่งนี้ คือ วันที่ 7 ก.พ.2556 จะเป็นวันชาติไทยใหญ่ ครบรอบปีที่ 66 ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองกัน ชาวไทยใหญ่ที่ไปทำงานในที่ต่างๆ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง และจังหวัดทางภาคเหนือ จึงต่างทยอยเดินทางกลับมาเพื่อรอร่วมฉลองงานวันชาติในวันรุ่งขึ้น และถือโอกาสมาเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องอีกทางหนึ่งด้วย 


ทางยากลำบาก ใจไม่ย่อท้อ
ถนนหมายเลข 1226 แยกจาก อ.ปางมะผ้า ขึ้นสู่บ้านไม้ลัน บ้านปางคาม สู่ดอยไตแลง เต็มไปด้วยรถกะบะตอนเดียวขับเคลื่อนสี่ล้อบรรทุกชาวไทยใหญ่เต็มท้ายรถ ขับไปบนเส้นทางสันเขาที่คดเคี้ยวและยอดดอยสูงชัน โค้งอันตรายและหักศอกนับไม่ถ้วน ช่วงแรกๆ ก็ยังเป็นทางลาดยาง แต่พอยิ่งสูงยิ่งลึกเข้าไปก็ยิ่งลำบากและอันตราย ถนนชำรุด..เหลือแต่ฝุ่นดินและลูกรังตลบอบอวล จนศรีษะเสื้อผ้า และเนื้อตัวผู้โดยสารล้วนเป็นสีน้ำตาลแดงกันหมด  ดีที่เป็นหน้าหนาว หากเป็นหน้าฝน..ถนนเส้นนี้คงจะปิดใช้งานเพราะมันอันตรายมาก


"ผมเคยเดินทางมาหลายพื้นที่ ยอมรับว่าถนนเส้นนี้  เป็นถนนที่ลำบากและอันตรายมากที่สุด อีกถนนหนึ่ง ในประเทศไทย"    

ไม่ว่าการเดินทางจะโหดร้ายเพียงใด ใจของชาวไทยใหญ่ไม่เคยย่อท้อ ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนตำบลใด ต้องดิ้นรนขวนขวายกลับมาร่วมฉลองงานวันชาติของตนเองให้ได้ที่ "ดอยไตแลง"


จุดตรวจสุดท้ายของไทย
ก่อนเข้าสู่ดอยไตแลง

















บนดอยไตแลง ใช่ว่าจะเป็นทางอย่างดี เต็มไปด้วยฝุ่นเช่นกัน ไม่มีทางลาดยางให้เห็น วันนี้..มีร้านค้ากางผ้าพลาสติคตั้งขายอยู่สองทางข้างเต็มไปหมดเหมือนกับคาราวานตลาดนัดขนาดใหญ่ รอให้ผู้คนที่มาร่วมงานฉลองจำนวนมากได้จับจ่ายใช้สอย ทั้งเสื้อผ้า ของกิน ของใช้ เหล้า เบียร์ บุหรี่ น้ำแข็ง ฯลฯ


สภาพทั่วไปบนดอยไตแลง
















ชาวไทยใหญ่ต่างกลับมารอร่วมฉลองวันชาติ
คาราวานสินค้าเต็มข้างทาง
































บนดอยไตแลงมีแต่ถนนลูกรังและฝุ่น

















ชาติที่ยิ่งใหญ่
ผมได้กินน้ำชาและสนทนากับนายทหารคนหนึ่งของกองทัพบกแห่งรัฐฉาน (Shan State Army : SSA) ผมเข้าใจเขาได้ทันทีในความรู้สึกของเขา "เขาเคยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ แต่วันนี้เขากลับไม่มีแผ่นดินของตัวเอง" ผมหวนนึกกลับมาถึงชาติไทยของเราว่า วันหนึ่ง พวกเราจะมีชะตากรรมเยี่ยงเขาหรือไม่ เพราะวันนี้ "นายทุนเข้มแข้ง นักการเมืองขายชาติ ข้าราชการอ่อนแอ กองทัพไร้นักรบ แถมราษฎรยังต่ำอุดมการณ์" วันหนึ่ง เราอาจจะเหมือนชาวไทยใหญ่ ที่ต้องแอบฉลองวันชาติบนเนื้อที่ผืนเล็กๆ ห่างไกลจากแผ่นดินที่เคยเจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวรในอดีต..ผมคนหนึ่งที่ไม่อยากเป็นเหมือนชาวไทยใหญ่ 


ลานใช้จัดพิธีสวนสนามในวันชาติไทยใหญ่
กลางคืนใช้เป็นที่แสดงดนตรี และลิเก
















ปะรำพิธีสวนสนามและเวทีแสดงดนตรีตอนกลางคืน
















ก่อนจบขอนำประโยคๆหนึ่งไว้มาเตือนสติพวกเราทุกคน...ได้ตะหนัก
และช่วยกันขจัดสิ่งที่เลวร้าย ออกจากแผ่นดินไทยให้หมด...พวกเราชนชาติไทยไม่อยากเหลือแผ่นดินแค่หยิบมือ เฉกเช่น "ดอยไตแลง"

  "วันนี้ กูมองเห็นแต่ความเสื่อมสลาย 
ความโทรมทรุดอันเกิดจากการเห็นแก่อำนาจและประโยชน์ส่วนตัว 
มากกว่าความรักบ้านเมืองอย่างจริงใจ" 
ประโยคคลาสสิคจากภาพยนต์เรื่อง "ขุนรองปลัดชู" 

********************* 
ชาติชยา ศึกษิต 
9 ก.พ.2556