4 มีนาคม 2557

ตลาดชายแดนช่องอานม้า

วันที่ 26 ก.พ.2557 ผมได้มีโอกาสแวะข้ามแดนเข้าเยี่ยมชมตลาดการค้าชายแดนในประเทศกัมพูชา บริเวณช่องอานม้า ต.สีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นตลาดชายแดนที่กำลังจะเติบโตอีกแห่งหนึ่งระหว่างไทยกับกัมพูชา


ตลาดชายแดนประเทศกัมพูชา (ช่องอานมา)
ดูแผนที่ตำแหน่ง
ที่นี่...มีสินค้าหลากลาย ตั้งแต่พืช ผัก ผลไม้ กบ เขียด แมลง และสัตว์ป่าแปลกๆ หลายชนิด ตลอดจนถึงเครื่องทองเหลือง ไม้แกะสลัก ของเก่า ของบูชา  สินค้าไอที  เครื่องดื่ม บุหรี่ต่างประเทศหลากหลายยี่ห้อ รวมทั้งสินค้าประเภทยาชูกำลังต่างๆ คล้ายกับโรงเกลือใน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว แม่ค้าที่นี่เป็นคนกัมพูชา บางคนก็พูดภาษาไทยได้ มีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ที่จุดนี้ประชาชนทั้งไทยและกัมพูชาเป็นมิตรกันดี 


ค้างคาวแม่ไก่, อีเห็น

ตะกวด

บ่าง


กบ,เขียด

กบ,เขียด
เขียด

ไม้แกะสลัก

ครกไม้

พืช, ผัก

ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า เม่น, หนังเสือ

ปิ่นโตไม้

เครื่องทองเหลือง, ของเก่า,ของบูชา

บุหรี่ต่างประเทศหลากหลายยี่ห้อ

ยาชูกำลัง ซ้ายสุดเม็ดละ 50 บาท กินแล้ว ใหญ่ ยาว ทน
(แม่ค้าบอกสรรพคุณ 20 นาทีออกฤทธิ์) 
สินค้าไอที

อนุสาวรีย์ยืนขี่ม้าถือทวนหันหน้ามาทางฝั่งไทย สันนิษฐานว่าจะเป็น "พระยาละแวก" (ถ้าผิดขออภัยด้วยนะครับ) เพราะผมอ่านภาษาเขมรที่เขียนกำกับไว้ไม่ออก ถามพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่รู้เรื่อง แต่เห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บใจที่ในอดีตพระยาละแวกนี้ทำร้ายต่อกรุงศรีอยุธยาไว้มากนัก แต่ก็เป็นแค่อดีต... ปัจจุบันก็ขออย่าให้เกิดเหตุเช่นนี้อีกก็แล้วกัน 




      
ข้าวของที่นี่ราคาไม่แพง พอหาซื้อได้ ส่วนสัตว์หน้าตาแปลกๆ  ตามที่กล่าวมา นับว่าขายดีเพราะมีคนไทยนิยมซื้อไปทำกินกันเพราะเชื่อว่าเป็นของดี เพิ่มพละกำลังและบำรุงร่างกายได้ ซึ่งในส่วนตัวแล้ว สัตว์บางชนิดที่ผมเห็นขายกันอยู่นี้ อยู่ในการควบคุมตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือไซเตส ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีอยู่ด้วย

เห็นแล้วน่าสงสารสัตว์พวกนั้นจริงๆ ครับ...
หากมนุษย์ไม่หยุดกิน สัตว์พวกนี้ก็จะถูกฆ่าเรื่อยๆ 
เพื่อมาสนองตัณหาความอยากของมนุษย์เช่นพวกเรา...   


****************************************
ชาติชยา ศึกษิต : 4 มี.ค.2557

3 มีนาคม 2557

ทองคำเขียวแห่งสยามประเทศ


ซากของไม้พะยูงที่ถูกตัดทิ้งไว้

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2557 ผมและคณะได้เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดที่บริเวณผืนป่า ต.บักดอง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ขณะที่เดินตรวจพื้นที่ผมพบกับซากของไม้พะยูงที่ถูกตัดทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าพนมดงรักที่ร่วมเดินทางด้วย เล่าให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้เขาเรียกไม้พะยูงว่า "ทองคำเขียว"  

ความเชื่อในไม้พะยูง

  • เชื่อว่าพยุงไม่ให้ชีวิตตกต่ำ “พะยูง” เป็นไม้เนื้อแข็ง มีความเชื่อว่าบ้านใดปลูกไว้ประจำบ้าน จะทำใ้ห้บุคคลในบ้านมีแต่ความเจริญ มีฐานะดีขึ้น ช่วยไม่ให้ชีวิตตกต่ำ เพราะพยุงคือการประคับประคองให้คงอยู่ ให้มั่นคงหรือการยกให้สูงขึ้น
  • เป็นไม้มงคล 9 ชนิด คนไทยจัด ลำดับ ” พะยูง” ให้อยู่ใน 9 ชนิดไม้มงคลที่ควรปลูกไว้ในบ้าน ซึ่งประกอบด้วย ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์, ทองหลวง, ไผ่สีสุก, กันเกรา, ทรงบาดาล, สัก, พะยูง และ ขนุน 
เริ่มแพงเพราะพระราชวังต้องห้าม 
แต่ก่อนไม้พะยูงไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก จนกระทั่งเมื่อมีการนำเข้าไม้พะยูงไปปรับปรุงซ่อมแซมพระราชวังต้องห้ามต่างๆ ของประเทศจีนในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เมื่อปี พ.ศ.2551 เนื่องจากเชื่อว่าเป็นไม้มงคล มีความสวยงามด้วยเนื้อไม้สีแดงสด ยิ่งเปียกน้ำยิ่งสวย  นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ราคาไม้พะยูงจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ 

ต่อมา  ผู้มีฐานะจึงมีความนิยมคล้อยตามนำไม้พะยูงไปสร้างบ้านและแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน เครื่องเรือน เครื่องใช้ เครื่องดนตรี เพราะเชื่อว่าจะผู้ที่มีอำนาจบารมีเท่านั้นจะได้ครอบครองไม้พะยูง จนกระทั่งมีการพัฒนาต่อยอดแกะสลักเป็นวัตถุมงคล เช่น ปี่เซียะ เทพเจ้า ฮก ลก ซิ่ว ฯลฯ ในเวลาต่อมา

ไม่มีบารมีจริงครอบครองไม้พะยูงไม่ได้
เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฯ เล่าประสบการณ์เพิ่มเติมว่า "ผมเห็นคนที่เอาไม้พะยูงไปปลูกบ้าน มักมีอันเป็นไปเกือบทุกคน  เพราะหากคนที่ไม่มีบารมีจริง จะไม่สามารถครอบครองไม้พะยูงได้"  


เดี๋ยวนี้ ตอไม้พะยูงก็เอา ตอนี้ตีราคาแล้วขายได้ 100,000 บาท

ทองคำเขียวแห่งสยามประเทศ
เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก เล่าต่อว่า วันนี้ไม้พะยูงได้รับการขนานนามว่า "ทองคำเขียว" หรือ "อัญมณีต้น" เนื่องจากมีราคาแพงมาก การลักลอบตัดไม้พะยูง จึงมีความคุ้มค่าที่จะเสี่ยง เดี๋ยวนี้ขายกันเป็นกิโลกรัม ขายต้นน้ำกิโลกรัมละ 30-35 บาท พอไปถึงปลายน้ำ ราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 800-850 บาท ด้วยเหตุนี้กระบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงจึงมีความคุ้มค่าที่จะเสี่ยงต่อการกระทำผิด และปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบวิธีการขนย้ายหลากหลายมากขึ้น จนเจ้าหน้าที่ยากจะตรวจสอบและจับกุม


ท่อนในมือผมนี้ น่าจะขายที่ปลายน้ำได้ประมาณ 2,400 บาท (ประมาณ 3 กิโลกรัม)
จากราคาที่ซื้อต้นน้ำ เพียง 90 บาท
ในปัจจุบันไม้พะยูงถือว่าเหลือเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก ซึ่งยังเป็นแหล่งไม้พะยูงที่สมบูรณ์ บรรดาประเทศลาว ประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนาม ที่เคยมีก็หมดไปแล้วเช่นกัน ที่เหลืออยู่บ้างมีจำนวนน้อย เพราะสามารถควบคุมปราบปราบในส่วนที่เหลือได้ 

ไม้พะยูงที่เหลืออยู่ในผืนป่าของประเทศไทยในขณะนี้ ถือว่าเป็น "ทองคำเขียวแห่งสยามประเทศ" เพราะบางต้นมีอายุตั้งแต่คราวที่ประเทศไทยยังใช้ชื่อประเทศสยามอยู่เลย ดังนั้นพวกเราควรหันมาช่วยกันปกป้องและรักษามันไว้ หันมาเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามกระบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงนี่เสียที 

วอนไปยังรัฐบาล นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง อย่าปากว่าตาขยิบ หลับตาข้างเดียว รับสินบาทคาดสินบน ทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาเหล่านี้อีกต่อไป หันมาช่วยกันรีบแก้ไข ก่อนที่สยามประเทศจะไม่มีไม้พะยูงให้ได้เชยชม        


ของกลาง(เพียงบางส่วน) ที่ยึดได้ ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร
หากจะประมูล ใครจะมาประมูล ยังเป็นปัญหาอยู่
หากผู้ประมูลจะเอาไปขายต่อ จะผิดกฏหมายหรือไม่ 

************************************
ชาติชยา ศึกษิต : 4 มี.ค.2557

อ้างอิง
  • สาระน่ารู้. (2556). ไม้พะยูงใช้ทําอะไร ทำไมถึงมีราคาแพงมาก. http://www.สาระน่ารู้ดีดี.com  [2557 มี.ค.3]
  • เดลินิวส์. (2556). วิกฤติ..ไม้พะยูงผืนป่าตะวันออก ตัวการใหญ่คือใคร? ปราบอย่างไรก็ไม่หมด!. http://www.dailynews.co.th [2557 มี.ค.3]

4 ธันวาคม 2556

ในหลวงในดงทาก...

วันนี้  (4 ธันวาคม 2556) ผมพยายามค้นหาภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ในหลวงของพวกเรา จาก Google  เพื่อจะนำภาพของพระองค์ท่าน มาเขียนคำถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ.2556  ในนามข้าราชการในหน่วยงานของผมเอง  ผมพยายามค้นหาภาพที่พระองค์ท่านในขณะเสด็จพระราชดำเนินไปในผืนป่าทุรกันดารต่างๆ  จะได้เป็นการสอนลูกน้องทางอ้อมไปในตัวด้วย เพราะงานของพวกเราก็ต้องเดินทางไปในผืนป่าทั่วประเทศไทยเพื่อหาทุ่นระเบิดเช่นกัน เวลาพวกเราออกราชการสนามไปทำงานจะได้มีแรงบันดาลใจและกำลังใจนึกถึงเสมอว่า  "ขนาดพระองค์ท่าน เป็นถึงพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านก็ทรงไม่ย่อท้อต่อความลำบาก พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปทุกหนแห่งเพื่อช่วยเหลือราษฎรของพระองค์"   แล้วตัวพวกเราเป็นใครกันเล่า ที่คิดจะขี้คร้านทำราชการให้แก่แผ่นดิน



ในหลวงในดงทาก
ผมค้นข้อมูลไปมาจนไปพบบทความหนึ่งที่ชื่อว่า "ในหลวงในดงทาก" จากเว็บไซต์เด็กดีดอทคอม (http://www.dek-d.com/board/view/1700695/ เลยขอนำมาเผยแพร่ไว้ในบล็อกนี้อีกแห่งหนึ่ง เพื่อพวกเราหลายๆ คนจะได้ทราบว่า พระองค์ท่านทรงยากลำบากเพียงใดบ้าง

*************************


20 กันยายน 2528 วันนี้เป็นวันฝนตกพรำมาจากเช้าจวบบ่าย ไม่มีทีท่าจะเลิกรา หนาบ้าง บางบ้าง สลับเป็นสายไล่เลียง ลีลาเหมือนม่านฟ้าสีขาว เป็นฉากกั้นขุนเขาที่แลเห็นอยู่ลับลิบ ”

ในป่ายางหนาวเย็น ที่ลึกซอกซอนและซ่อนตัว ณ บ้านตามุง หมู่ที่ 4 ตำบลเชิงคีรี อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส แห่งนี้


ทันทีที่รถพระที่นั่ง “แวกอนเนียร์” ซึ่งทรงขับด้วยพระองค์เองจอดสนิทบนทางดินเล็กๆ ข้างป่ายาง ซึ่งเป็นทางเดิน มิใช่ทางรถ ฝนก็กระหน่ำลงมา ประหนึ่งจะขอรับเสด็จด้วย ผืนแผ่นดินที่เปียกแฉะฉ่ำชื่นอยู่แล้วก็แปรสภาพเสมือนทะเลโคลนย่อมๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฉลองพระองค์ชุดเสื้อกันฝน ทรงนำคณะเจ้าหน้าที่บุกฝ่าเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นป่าสลับกับสวนยาง ท่ามกลางเม็ดฝนใสที่กระทบยอดไม้และใบหญ้าดังกรูเกรียว ในสภาพที่หนาวเย็น พื้นดินเป็นโคลนตม และสัญจรเข้าไปได้ยากเย็นยิ่งนักเช่นนี้ เชื่อหรือไม่ว่าได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทนำหน้าคณะเข้าไปอย่างรวดเร็ว จนผู้ติดตามและข้าราชบริพารเดินตามแทบไม่ทัน บางคนต้องวิ่งเยาะ บางคนลื่นไถล และเมื่อหนทางวิบากนี้ไกลขึ้นๆ บางคนต้องหยุดพักเหนื่อยและหลบฝนอยู่ใต้ร่มไม้ที่แข็งแรงพอซึ่งมีอยู่เพียง ส่วนน้อยใครที่แข็งแรงก็ตามต่อไปกระชั้นชิด ทั้งที่เหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทเข้า ไปในป่ายางท่ามกลางฝนตกหนัก โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทไปไม่ห่าง เป็นระยะทางถึง 2 กิโลเมตรเศษ ตามภาพที่เกริ่นกล่าวในเบื้องต้น นี่คือสิ่งที่มิใช่สามัญธรรมดาในความรู้สึกของผู้คน และความไม่สามัญธรรมดานี้ก็ยิ่งไม่ธรรมดามากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องเพราะบริเวณนี้คือ “ดงทาก” หรือ “รังทาก” อันมีทากชุกชุมที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ และด้วยเหตุอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงดังกล่าวการบุกเข้าไปใน “ดงทาก” ท่ามกลางสภาพการณ์เช่นนี้จึงไม่ต่างกับการเข้าไปสงครามในดงทาก เพียงเห็นบรรดาทากห้อยหัวยั้วเยี้ยบนก้านกิ่งและใบไม้ อีกบนพื้นหญ้าแฉะชื้นก็ชูคอสลอนดังใบหญ้าโอนเอนแล้ว ที่หนาวกายเพราะสายฝนก็กลับหนาวเข้าไปถึงหัวใจ กว่าจะถึงจุดหมาย คือบริเวณพื้นที่ที่จะพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ สำหรับพื้นที่ 5,000 ไร่ ใน 3 เขตตำบล คือ เชิงคีรี มะยูง และรือเสาะ เกือบทุกคนก็โชกฝนและโชกเลือด แม้ทูลกระหม่อมทั้ง 2 พระองค์ก็มิได้ยกเว้น

ค่ำวันนั้นระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์อากาศปรายฤดูฝนกำลังสบาย ดวงดาวบนท้องฟ้าเริ่มจะปรายแสง ขบวนรถยนต์พระที่นั่งได้หยุดลงอย่างกระทันหันโดยไม่ทราบถึงสาเหตุบนทางหลวง ที่มืดสงัดเป็นเวลาหลายนาที ถามไถ่ได้ความภายหลังว่า ยังมีทากหลงเหลือกัดติดพระวรกายอยู่อีก เมื่อรู้สึกพระองค์จึงได้ทรงหยุดรถพระที่นั่งรับสั่งให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ช่วยจับทากที่ตัวเป่งด้วยพระโลหิตออกจากพระวรกาย

ทรงเรียกการทรงงานวิบากที่เชิงคีรีครั้งนี้ในภายหลังว่า "“สงครามกับตัวยึกยือที่เชิงคีรี”"


*****************************