10 สิงหาคม 2558

ปีนี้..ผมเองก็คงเอาตัวไม่รอด (ลาก่อน TMAC ที่ผมรัก)

ขณะที่เขียนบทความนี้ เหลือเวลาที่ผมจะทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) อีก 51 วัน ก็จะสิ้นสุดคำสั่งช่วยราชการประจำปีงบประมาณ 2558 คือ 30 ก.ย.2558

ผมเริ่มมาทำงานที่ TMAC ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.2555 ในตำแหน่ง ประจำศูนย์ฯ  ฝึกฝนวิชาอยู่  6 เดือนต่อมาผมจึงได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็น "หัวหน้าส่วนประสานการปฏิบัติและประเมินผล" ในวันที่ 1 ต.ค.2555  จนกระทั่งถึงปัจจุบัน  รวมระยะเวลาปฎิบัติงานที่นี่เเล้วประมาณ 3 ปีครึ่ง 



กำลังพลที่ปฏิบัติงาน ณ  TMAC นี้ เป็นการช่วยราชการแบบปีต่อปี (ตามปีงบประมาณ)  ดังนั้นเมื่อใกล้ถึงปีงบประมาณใหม่ ประมาณต้นเดือน ส.ค. ของทุกปี ผู้บังคับบัญชาระดับบริหาร ก็จะมีการพิจารณาประเมินกันใหม่ว่า "ใครควรอยู่ ใครควรกลับ และใครควรมา"  โดยส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะมีขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้
  1. กำลังพลเดิมที่ประสงค์จะอยู่ปฏิบัติงานต่อ ให้เขียนใบสมัครไว้ 
  2. กำลังพลที่ไม่ประสงค์อยู่ต่อก็ถือว่าจบภารกิจ แล้วเปิดตำแหน่งนั้นๆ เพื่อบรรจุคนใหม่
  3. กำลังพลที่สมัครอยู่ต่อตามข้อ 1 จะถูกพิจารณาแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
    1. กำลังพลที่มีความรู้ความสามารถในการทำงาน มีความประพฤติดี และหน่วยต้นสังกัดยินยอม จะได้อยู่ต่อและเตรียมวางแผนปฏิบัติงานในปีต่อไป
    2. กำลังพลที่ขาดความรู้ความสามารถในการทำงานหรือมีความประพฤติไม่ดี พวกนี้ก็จะส่งคืนหน่วยต้นสังกัดไป
  4. หลังจากนั้นจึงเปิดรับสมัครกำลังพลใหม่จากทุกหน่วย (โดยการสมัคร) ดำเนินการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่ต้องการแล้วพิจารณาบรรจุลงในตำแหน่งที่ว่างจากข้อ 2 และ 3/2
  5. TMAC ทำเรื่องขอตัวผู้ที่จะบรรจุใหม่ ทั้งหมดไปยังหน่วยต้นสังกัด
  6. หากหน่วยต้นสังกัดตอบมาไม่ขัดข้องก็สามารถบรรจุเพื่อทำงานในปีต่อไปได้เลย 
เหตุผลที่ต้องดำเนินการเช่นนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นหลักประกันว่า "ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ต้องสามารถปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมได้อย่างต่อเนื่องอย่างมืออาชีพ ถึงแม้จะมีการสับเปลี่ยนกำลังพลก็ตาม กำลังพลเก่าต้องมีห้วงที่จะเวลาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กำลังพลใหม่ ก่อนที่จะมีการสับเปลี่ยนกำลังพลในปีต่อไป"

ปีนี้...ผมเองก็คงเอาตัวไม่รอด
การบรรจุกำลังพลใหม่ปีงบประมาณ 2559 ที่จะถึงนี้ (ตั้งแต่ 1 ต.ค.2558 เป็นต้นไป)  มีนโยบายใหม่จากผู้บริหาร โดย TMAC ได้ออกประกาศรับสมัครกำลังพลที่จะบรรจุใหม่แบบโอเพ่นจากทุกเหล่าทัพ (กองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ) เพื่อมุ่งหวังจะได้คนที่มี่ประสิทธิภาพมาปฏิบัติงาน  

ส่วนกำลังพลที่ปฏิบัติงานใน TMAC ณ ปัจจุบัน หากใครอยากอยู่ต่อ ให้กลับไปเขียนใบสมัครที่หน่วยต้นสังกัดของตนเอง แล้วให้หน่วยต้นสังกัดพิจารณาคัดกรองส่งรายชื่อมา ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติจะเป็นผู้พิจารณาขั้นสุดท้ายเอง โดยไม่มีการจำกัดโควต้า นอกจากนั้นทุกคนที่เขียนใบสมัครจะต้องระบุด้วยว่า จะสมัครปฏิบัติงานในตำแหน่งใด ของ TMAC 

ยกตัวอย่าง... 
ผมเอง ตำแหน่งปัจจุบัน หัวหน้าส่วนประสานการปฏิบัติและประเมินผล ปีที่ผ่านมา ผมเขียนใบสมัครที่ TMAC แล้ว TMAC ขอตัวไปยังกองทัพบก กองทัพบกถามไปยังกรมการทหารช่าง หากต้นสังกัดทุกหน่วยไม่ขัดข้อง ผมก็ได้ทำงานต่อที่ TMAC

แต่ปีนี้ ผมจะต้องกลับไปกรอกใบสมัครที่ "กรมการทหารช่าง" จ.ราชบุรี ต้นสังกัดของผม หลังจากนั้น กรมการทหารช่างจะพิจารณาคัดกรองแล้วส่งต่อมายังกองทัพบก ต่อจากนั้น "กองทัพบก"  ก็จะพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครจากหน่วยต่างๆ จากทั่วกองทัพบก คัดกรองอีกชั้นส่งมายังศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กระบวนการทั้งหมดนี้ กองทัพบกต้องส่งรายชื่อผู้สมัครที่คัดกรองแล้ว ถึง TMAC ภายใน 31 ส.ค.2558 (เหลือเวลาอีก 21 วัน)

"แค่หน่วยกรมการทหารช่าง และกองทัพบก ก็อาจจะไม่ให้ตัวผมมาแล้ว จะไปคาดหวังอะไรกับการแข่งขันจากผู้สมัครทั่วกองทัพไทย แล้วตัวผมเองก็ไม่รู้จะไปวิ่งเต้นเส้นสายกับใครอีกด้วย"

หากมีผู้สมัครตำแหน่ง "หัวหน้าส่วนประสานการปฏิบัติและประเมินผล" สัก 5 คน ถามว่าผู้บริหารจะพิจารณาคัดเลือกอย่างไร?

ผมไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนเก่งกาจอะไร ใครๆ ก็สามารถทำงานในตำแหน่งนี้ได้ แต่บางตำแหน่งที่ TMAC นี้ ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ บวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิด การสับเปลี่ยนตำแหน่งโดยไม่มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่กัน นับว่าเป็นเรื่องอันตรายต่อองค์กร   

อีกตัวอย่าง...
ลูกน้องมือดีด้านทุ่นระเบิดของผม  ปัจจุบัน ตำแหน่งเสมียนตรวจค้นและทำลาย ต้องกลับไปเขียนใบสมัครที่ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ (นพค.) ซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัดที่ จ.อุบลราชธานี ต้องพยายามให้หน่วยต้นสังกัดคัดกรองให้เสนอชื่อตัวเองขึ้นมาถึงหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาจะรวบรวมรายชื่อจากหน่วยขึ้นตรงของตัวเองทั้งหมดคัดกรองอีกครั้ง ส่งมาถึงศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

"แล้วลูกน้องมือดีของผม จะเดินทางมาถึงดวงดาวไหมเนี่ย" 

แล้วเราจะทำอย่างไร?
หากเราจะขอลูกสาวใคร มาเป็นสะใภ้ให้ลูกเรา เราต้องมีการดูตัวและจองตัวกันไว้ก่อน แล้วจึงสู่ขอไปทางพ่อตา แต่หากเราให้พ่อตา "พิจารณาส่งลูกสาวมาเอง" เขาอาจจะส่งลูกสาวคนไหนมาก็ได้ เกิดขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่ใช่คนที่เราต้องการ และทำงานอะไรไม่เป็นเลย แล้วเราจะทำอย่างไร?

TMAC อาจจะกลายเป็นสูญญากาศไปสักพัก เหมือนมือใหม่หัดขับ 
หลังจากตั้งหลักได้แล้ว ก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม... 

ลาก่อน TMAC ที่ผมรัก...
ลาก่อน HDO THAILAND...


















**********************
จุฑาคเชน : 10 ส.ค.2558

28 กรกฎาคม 2558

อยากได้จริงๆ ครับ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

พวกเรามีหน้าที่เกี่ยวกับการค้นหา  เก็บกู้  และทำลายทุ่นระเบิดที่ยังคงฝังอยู่ในผืนแผ่นดินไทยซึ่งเกิดจากการสู้รบในอดีต  เจ้าทุ่นระเบิดเหล่านี้พร้อมที่จะคร่าชีวิตเหยื่อที่ไปเหยียบมันได้ตลอดเวลา  พวกเราทำงานภายใต้ความรับผิดชอบของ "ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย"  



พวกเราค้นหาทุ่นระเบิดในแผ่นดินไทย มาตั้งแต่ พ.ศ.2543 จนกระทั่งปัจจุบัน เกือบ 15 ปีแล้ว ตั้งแต่มีพื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดฝังอยู่ 2,556.7 ตารางกิโลเมตร  ครอบคลุม 23 จังหวัด ปัจจุบันคงเหลือพื้นที่ 476.10 ตร.กม. ครอบคลุม 17 จังหวัด         



พื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดที่เหลืออยู่นี้  ล้วนเป็นพื้นที่ที่ยากลำบากเกือบทั้งสิ้น อยู่เลาะตามขอบแนวชายแดนของประเทศเมียนมาร์  ลาว และกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน การเดินทางเข้าถึงพื้นที่ต้องสงสัยฯ ต้องเดินด้วยเท้าซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก บางพื้นที่ต้องนอนพักค้างแรมในพื้นที่ เพื่อรอการสำรวจทางกายภาพในวันรุ่งขึ้น



อยากได้โดรนช่วยสำรวจทางมุมสูง
ในการปฏิบัติงานจริง พวกเราอยากได้โดรนเพื่อบินสำรวจพื้นที่ต้องสงสัยฯ ในมุมสูง (อยากได้มากๆ ครับ) แล้วนำภาพมาวิเคราะห์พื้นที่ต้องสงสัยนั้นๆ ว่า มันมีทุ่นระเบิดอยู่จริงหรือไม่ หากมีมันควรจะถูกฝังเอาไว้ตรงไหน 

มันจะช่วยให้พวกเราสามารถค้นหาเป้าหมายได้เร็วขึ้น 
ที่สำคัญมันจะช่วยให้เราปลอดภัยมากขึ้น...เช่นกัน




อด!ครับ
ผมเคยเสนอให้ทางราชการจัดซื้อโดรน เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยค้นหาทุ่นระเบิด ตอนนี้ราคาเครื่องก็ไม่แพงเท่าใดนัก อย่าง PHANTOM 3 PROFESSIONAL เครื่องนี้ ราคา 47,000 บาท ฯลฯ
สรุปว่า "อดครับ ทางราชการไม่มีงบประมาณพอ"       

ครั้นผมจะหันไปหาใครสักคนที่มีเงินเหลือเฟือ และพร้อมที่จะบริจาคให้ ก็กลัวผู้บังคับบัญชาจะตำหนิว่าเสียศักดิ์ศรีของข้าราชการ เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ



อยากได้จริงๆ ครับ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี 
ฝันของพวกเราก็หยุดลง ด้วยประการฉะนี้ แล...

******************* 
ป.ล. หากความต้องการนี้ทราบถึงผู้ใหญ่ใจดีท่านใด อยากจะช่วยงานการค้นหาทุ่นระเบิดในประเทศไทย อย่าบริจาคเป็นเงินนะครับ ใช้เงินไปซื้อโดรนมาบริจาคเลยจะเหมาะสมกว่า  

   

28 พฤษภาคม 2558

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

การดำเนินงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย เริ่มมาจากการที่ประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วย “การห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” หรือเรียกสั้นๆ ว่าอนุสัญญาออตตาวา เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2540 ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา และต่อมาได้ส่งมอบสัตยาบรรณสารต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2541 ส่งผลให้อนุสัญญาฯ ดังกล่าว มีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2542 เป็นต้นมา



พันธกรณีหลักที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาที่สำคัญ พอสรุปได้ ดังนี้
  1. ประเทศไทยจะไม่ใช้ พัฒนา ผลิต ครอบครอง สะสม หรือโอน ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และจะไม่ช่วยเหลือส่งเสริม ให้รัฐใดดำเนินการดังกล่าว 
  2. ประเทศไทยต้องทำลายทุ่นระเบิดในคลังให้หมดสิ้นภายในวันที่ 30 เม.ย.2546 (ภายในเวลา 4 ปี นับจากอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้)
  3. ประเทศไทยต้องทำลายทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ภายในดินแดนของราชอาณาจักรไทยภายในวันที่ 30 เม.ย.2552 (ภายในเวลา 10 ปี นับจากอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้)
  4. ดำเนินการจัดทำขอบเขตของพื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิด พร้อมติดป้ายแจ้งเตือน เพื่อป้องกันไม่ให้ราษฎรเข้าไปใช้พื้นที่ ซึ่งอาจเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดได้
  5. ดำเนินการแจ้งเตือนและให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด เพื่อลดจำนวนการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตเกี่ยวกับทุ่นระเบิด
  6. การช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยจากทุ่นระเบิด
  7. ประเทศไทยจะต้องดำเนินมาตรการตามกฎหมาย ด้านบริหารและอื่นๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามกิจกรรมที่ต้องห้ามภายใต้อนุสัญญาฯ
คณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (National Mine Action Committee : NMAC) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ โดยตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติตามพันธกรณีหลักของอนุสัญญาฯ โดยมีศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) เป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นตามพันธกรณี

ในพันธกรณีสำคัญในข้อที่ 3 “ประเทศไทยต้องทำลายทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ภายในดินแดนของราชอาณาจักรไทยภายในวันที่ 30 เม.ย.2552” ถือเป็นพันธกรณีสำคัญที่ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบระยะเวลา การสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดในประเทศไทย (Landmine Impact Survey : LIS) โดย องค์การความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (Norwegian People’s Aid : NPA) ระหว่างปี พ.ศ.2543-2544 ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิด จำนวน 2,557 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย จนกระทั่งถึงวันที่ 30 เม.ย.2552 ซึ่งถือเป็นวันสิ้นสุดอนุสัญญาฯ ประเทศไทยเก็บกู้พื้นที่ทุ่นระเบิดได้เพียง 2,028.80 ตร.กม. คงเหลือพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดอยู่อีก 528.2 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 18 จังหวัด 

ประเทศไทยขอขยายระยะเวลาต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่เหลือดังกล่าว ต่ออีก 9 ปีครึ่ง คือ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2552 ถึง 1 พ.ย.2561 โดยอ้างเหตุผลที่สำคัญดังนี้
  1. การสำรวจของ Landmine Impact Survey เมื่อปี 2543-2544 เป็นเพียงการสำรวจเบื้องต้น ทำให้มีความคลาดเคลื่อนและมีพื้นที่สงสัยว่ามีทุ่นระเบิดสูงกว่าความเป็นจริง (2,557 ตร.กม.) ซึ่งทำให้ไทยเสียเวลาเก็บกู้ 
  2. วิธีการที่ไทยใช้ในการเก็บกู้คือการเก็บกู้แบบปกติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเพราะต้องระมัดระวังสูงและใช้งบประมาณมาก
  3. สภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ทุ่นระเบิดซึ่งยากและใช้เวลาในการเข้าถึงและจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์เครื่องจักรที่เหมาะสม เช่น ป่าทึบ ทิวเขาที่มีความลาดชันสูง และสภาพอากาศที่ไม่สามารถทำงานได้ตลอดทั้งปี
  4. งบประมาณที่จำกัด และ 
  5. ความช่วยเหลือจากต่างประเทศมีไม่มากนัก

ประเทศไทยได้เสนอแผนการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่เหลือจำนวน 528.2 ตร.กม. ให้แล้วเสร็จภายใน 9 ปีครึ่งต่อที่ประชุมรัฐภาคี โดยจะเก็บกู้พื้นที่ทุ่นระเบิดให้ได้เฉลี่ยปีละ 40-60 ตร.กม. มีแผนการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 17,435.55 ล้านบาท โดยรัฐบาลไทยจะสนับสนุนงบประมาณให้ ศทช. จำนวน 12,500 ล้านบาท และมีแผนขอรับเงินบริจาคและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ จำนวน 4,935 ล้านบาท


แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ในห้วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2553-พ.ศ.2557) รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนงบประมาณแก่ ศทช. เพียง 355.67 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.85 ของแผนที่วางไว้ ประกอบกับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศมีจำนวนน้อยมากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่เหลือเวลาอีก 4 ปีเศษ ก่อนสิ้นสุดกรอบเวลาที่ขอขยายไว้ (1 พ.ย.2561) ปัจจุบัน ณ วันที่ 30 ก.ย.2557 ประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ทุ่นระเบิดเหลืออยู่อีกจำนวน 476.10 ตร.กม.ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด 


เดิมประเทศไทยใช้วิธีการปรับลดพื้นที่สนามทุ่นระเบิด (Mine Field : MF) ด้วยวิธีกวาดล้าง (Clearance) และนำกระบวนการกำหนดพื้นที่ตั้งสนามทุ่นระเบิด (Locating Minefield Procedure : LMP) เพื่อหาพื้นที่สนามทุ่นระเบิดที่แท้จริงมาใช้ ในปี พ.ศ.2550-2552 และต่อมาในปี พ.ศ.2555 ประเทศไทยได้นำวิธีการปรับลดพื้นที่อันตรายที่ได้รับยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด (Confirmed Hazardous Area : CHA) ด้วยวิธีการปลดปล่อยพื้นที่ (Land Release) มาใช้แทนวิธีการกวาดล้าง และนำวิธีการยกเลิกพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิด (Suspect Hazardous Area :SHA) ด้วยการสำรวจตามหลักฐาน (Evidenced-Base Survey : EBS) มาใช้ในกลางปี พ.ศ.2558 ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองวิธี แม้จะได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าใช้งบประมาณและทรัพยากรน้อย ไม่สิ้นเปลืองเวลา และได้พื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดจำนวนมาก ก็ตาม แต่ภายใต้งบประมาณและทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดในปัจจุบัน ศทช. สามารถปรับลดพื้นที่อันตรายจากทุ่นระเบิดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยได้เฉลี่ยเพียงปีละ 30 ตร.กม. ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลว่า ประเทศไทยจะไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ทุ่นระเบิดที่เหลืออยู่นี้ได้แล้วเสร็จทัน ในวันที่ 1 พ.ย.2561 ตามที่ได้สัญญาไว้

ประเทศไทยจำเป็นต้องตัดสินใจตั้งแต่บัดนี้ว่า จะขอขยายระยะเวลาต่อเป็นครั้งที่ 2 หรือจะหาวิธีการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่สัญญาไว้ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 3 ปีครึ่ง ซึ่งการตัดสินใจเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (NMAC) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ โดยตำแหน่ง 

การตัดสินใจครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งทางบวกและทางลบ โดยมีเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี และภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นเดิมพัน

************************
ชาติชยา ศึกษิต : 28 พ.ค.2558