5 มิถุนายน 2557

เสียงพวกเราดังไม่พอ รอเพียงผีเสื้อขยับปีก


ผมมาทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะครบ 2 ปีแล้ว ผมรู้สึกว่าการปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมที่ TMAC รับผิดชอบอยู่นี้เป็นภารกิจที่สำคัญไม่แพ้ภารกิจอื่นใด เพราะมันเกี่ยวข้องกับความไม่ปลอดภัยในชีวิตของราษฎรที่เข้าไปใช้พื้นที่ที่ยังคงมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่จากผลพวงของการสู้รบในสมัยก่อน บางรายเหยียบทุ่นระเบิดถึงขั้นเสียชีวิต บางรายก็ขาขาด แขนขาดกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิตก็มี



ประเทศไทยเราไปลงนามท่ามกลางประชาคมโลกในอนุสัญญาออตตาวาฯ สาระสำคัญง่ายๆ ก็คือ ประเทศไทยต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดตกค้างเหล่านี้ให้หมดไปจากแผ่นดินไทยนั้นเอง โดยลงนามเริ่มสัญญา พ.ศ.2542 และต้องเก็บทุ่นระเบิดให้หมดสิ้นในปี พ.ศ.2552 จนแล้วจนรอด ประเทศไทยทำไม่เสร็จต้องบากหน้าไปขอต่อสัญญาในที่ประชุม ในที่ประชุมก็อนุญาตให้ต่อสัญญาได้ แต่ต้องเก็บทุ่นระเบิดให้หมดภายในปี พ.ศ.2561 และแนวโน้มขณะนี้ ผมมีความเห็นว่า "ถึงปี 2561 ประเทศไทยก็ไม่มีวันเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้หมด เพราะทรัพยากรและงบประมาณที่ได้รับอยู่ในขณะนี้ไม่เพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ยังไงๆ ก็คงต้องบากหน้าไปต่อสัญญาอีกเป็นครั้งที่ 2 อย่างแน่แท้ เพียงแต่ประเทศไทยจะหาข้อแก้ตัวอย่างไรให้สมเหตุสมผล"  

Time Line ประเทศไทย

เสียงพวกเรา ดังไม่พอ
ตลอดเกือบ 2 ปีมานี้ ผมเห็นว่า TMAC พยายามจะนำเสนอปัญหาเหล่านี้ให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบได้รับทราบถึงปัญหาว่า "หากงบประมาณและทรัพยากรยังคงเท่าเดิมเช่นนี้ เราไม่มีวันเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้เสร็จสิ้นตามอนุสัญญาฯ แน่นอน"  ผู้แทนหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามร่วมมือกันอาทิ ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ฯลฯ ปรากฏว่า "เสียงของพวกเรา...ยังดังไม่พอ"




การทำงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทยนี้ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมแห่งชาติ (NMAC) มี รมว.กห.และ ผบ.ทหารสูงสุด เป็นรองประธานฯ คณะกรรมการประกอบด้วยข้าราชการตำแหน่งระดับปลัดกระทรวง อธิบดีกรมและเลขาธิการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ได้ทั้งสิ้น แต่จนแล้วจนรอด เราก็ไม่มีโอกาสที่จะเสนอปัญหาให้คณะกรรมการชุดนี้ทราบแต่อย่างใด   

การประชุมระดับคณะกรรมการ NMAC เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนในสมัยนายชวน หลีกภัย, พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร, นายสมชาย วงสวัสดิ์, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยมีการประชุมกันเลย 
"รู้สึกเศร้า เสียงพวกเรา..ยังแผ่วเบาเกินไป" 

ผีเสื้อขยับปีก 
(The Butterfly Effect)
การบรรยายของ ศาสตราจารย์ เอ็ดเวิร์ด เลอลอง ในสมาคม Advancement of Science ของอเมริกา ที่ Washington, D.C (พ.ศ.2515) เรื่อง “การกระพือปีกของผีเสื้อในประเทศบราซิลก่อให้เกิดพายุทอนาโดในรัฐเท็กซัสได้ หรือไม่” ก่อให้เกิดเป็น ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (The Butterfly Effect) ในความหมายของคนทั่วไปอาจหมายถึง เรื่องเล็กๆ เช่น การที่ผีเสื้อกระพือปีกสามารถก่อให้ เกิดเรื่องใหญ่ๆที่ไม่คาดคิดในระยะทางไกลๆได้ (คล้ายๆ กับ การเด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว) 

หากพวกเราทุกคนที่เป็นผู้ปฏิบัติงานทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมพร้อมทั้งครอบครัว วงศาคณาญาติ เพื่อนสนิทมิตรสหายที่รายล้อมอยู่รอบตัวเราหรือใครก็ตามที่ได้รับทราบเรื่องราวของพวกเรา หากได้ช่วยกันขยับปีกแล้ว ผมคิดว่าเรื่องราวปัญหาที่กล่าวมานี้ คงจะถึงหูผู้มีอำนาจอย่างแน่นอน 

เราไม่ได้ของบประมาณเพื่อตัวเราเอง  เราไม่อยากขอต่อเวลาออกไปอีก
ไม่เช่นนั้นชีวิตราษฎรไทย ก็ยังคงเสี่ยงภัยอยู่กับทุ่นระเบิดอีกไม่รู้กี่ปี
เราไม่อยากเห็นคนไทยต้องมาเสียชีวิตหรือพิการจากทุ่นระเบิดอีกต่อไป
ทุ่นระเบิดควรหมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยในปี พ.ศ.2561 ตามสัญญา

******************************************  

20 มีนาคม 2557

4 เมษายน.."วันทุ่นระเบิดสากล" กับผู้ประสบภัยในประเทศไทย


"Declares that 4 April of each year shall be officially proclaimed and observed as International Day for Mine Awareness and Assistance in Mine Action."
มติที่ประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548



4 เมษายน ของทุกปี เป็นวันระหว่างประเทศสำหรับการให้ความรู้เกี่ยวกับทุ่นระเบิดและการให้ความช่วยเหลือด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิด  ในปี 2557 ที่จะถึงนี้ องค์การสหประชาชาติยังคงใช้แคมเปญ  "ขอยืมขาของคุณหน่อยนะ" (Lend your Leg) เช่นเดิม ในการรณรงค์เพื่อแสดงการสนับสนุนและเห็นอกเห็นใจแก่ผู้รอดชีวิตที่ประสบภัยจากทุ่นระเบิด


ผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดในประเทศไทย
ประเทศไทยมีทุ่นระเบิดตกค้างจากผลการสู้รบตามแนวชายแดนเมื่อ 20-30 ปีก่อน จากคู่ขัดแย้งที่แตกต่างกันทั้งทหารญวน เขมร  พรรคคอมมิวนิสต์ กองกำลังชนกลุ่มน้อย และกองกำลังของทหารไทยเราเองที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ ทุ่นระเบิดตกค้างเหล่านี้ ศูนย์ปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติดำเนินการค้นหา เก็บกู้และทำลายมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 จนกระทั่งปัจจุบัน ยังคงเหลือพื้นที่ที่สงสัยว่ายังมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่อีกประมาณเกือบ 500 ตร.กม.ครอบคลุมพื้นที่ 18 จังหวัดตามแนวชายแดน



ผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดในห้วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2552-2556)    
ในรอบ 5 ปี (พ.ศ.2552-2556) ราษฎรไทยเกิดอุบัติเหตุจากการเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ 9 จังหวัด โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ จ.ศรีสะเกษ เกิดขึ้นถึง 24 ครั้ง บาดเจ็บและพิการ 34 คน และเสียชีวิต 2 คน รองลงมาคือ จ.สระแก้ว เกิด 8 ครั้ง (พิการ 8 คน เสียชีวิต 5 คน) จ.จันทบุรี เกิด 7 ครั้ง (พิการ 14 คน เสียชีวิต 1 คน) จ.อุบลราชธานี เกิด 5 ครั้ง (พิการ 5 คน) จ.สุรินทร์  เกิด 4 ครั้ง (พิการ 6 คน) จ.ตราด เกิด 4 ครั้ง (พิการ 5 คน) จ.บุรีรัมย์ เกิด 3 ครั้ง (พิการ 3 คน) จ.ตาก เกิด 1 ครั้ง (พิการ 4 คน) และ จ.กาญจนบุรี เกิด 1 ครั้ง (พิการ 1 คน)

สรุปในห้วงปี พ.ศ.2552-2556 เกิดอุบัติเหตุจากการเหยียบทุ่นระเบิดในประเทศไทยขึ้น จำนวน 57 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 8 คน และกลายเป็นผู้พิการถึง 80 คน

ติดตามคุณภาพชีวิตผู้พิการจากทุ่นระเบิด
ในปีนี้ ผมได้มีโอกาสทำงานด้านการติดตามคุณภาพชีวิตของผู้พิการที่รอดชีวิตการเหยียบทุ่นระเบิดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสอบถามถึงสารทุกข์สุกดิบ ความเป็นอยู่ และติดตามสอบถามถึงความช่วยเหลือต่างๆ ที่เขาสมควรได้รับตามกฏหมายว่าครบถ้วนทั่วถึงหรือไม่ 

ผู้พิการส่วนใหญ่ได้รับการช่วยเหลือตามกฏหมาย ทั้งเบี้ยผู้พิการ การช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล ด้านการใส่ขาเทียม ด้านการฝึกสอนอาชีพ ด้านเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเพื่อลงทุน ด้านการศึกษา ฯลฯ  มีความต้องการบางอย่างที่ผมพบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเหมือนๆ กันก็คือ ความสามารถในการหารายได้ของเขาลดลง ผู้พิการเหล่านี้จึงมีฐานะค่อนข้างยากจน สิ่งที่เขามักต้องการตรงกันก็คือ "ขอทุนการศึกษาให้ลูก" กลัวลูกเรียนหนังสือไม่จบ เพราะเขาไม่สามารถทำมาหากินได้เหมือนเดิม..

ผู้พิการท่านหนึ่ง อยู่บ้านไม้เก่าๆ คนเดียวตามลำพัง อายุมากเป็นโรคความดันโลหิตสูงและอีกหลายโรค ภรรยาก็แยกทางกันไปนานแล้ว ไม่มีเรือกสวนไร่นาสำหรับทำกิน  มีอาชีพรับจ้างทั่วไป บางครั้งก็มีคนจ้าง บ้างครั้งก็ไม่มีคนจ้าง รายได้จึงไม่แน่นอน ลูกสาวคนเดียวของเขากำลังเรียนเป็นนางพยาบาลอยู่ที่วิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง  เขากล่าวกับผมด้วยน้ำตาซึมว่า "ผมกลัวไม่มีเงินส่งลูกสาวเรียนให้จบ อย่างอื่นผมไม่กลัวครับ"      


"ผมกลัวไม่มีเงินส่งลูกสาวเรียนให้จบ"

หลังจากเหยียบทุ่นระเบิดพิการแล้ว เกิดอาการทางประสาทตามมา
พี่น้องบอกว่าแต่ก่อนเขาไปคนดี ขยันทำมาหากิน เป็นที่รักใคร่ของคนในหมู่บ้าน
วันนี้ "เขาต้องการการรักษาอาการทางโรคประสาท"
Lend Your Leg

Lend Your Leg

Lend Your Leg

Lend Your Leg


ทุกครั้งที่ผมไปเยี่ยมบ้านผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดเหล่านี้ ผมและคณะไม่มีสิ่งของใดๆ ไปช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรเขามากมายนัก แต่สิ่งที่ผมได้พบและสัมผัสทุกครั้งก็คือ "แววตาแห่งความตื้นตันของเขา เหมือนเขาอยากจะขอบคุณพวกเราที่ยังไม่ลืมเขา" 

กิจกรรม "วันทุ่นระเบิดสากล" ที่จะถึงอีกครั้งในวันที่ 4 เม.ย.2557 นี้ นอกจากกิจกรรมพับขากางเกงถ่ายรูป ทำลายทุ่นระเบิด วาดภาพระบายสี แสดงนิทรรศการแล้ว ผมอยากให้มี "กิจกรรมเยี่ยมบ้านผู้ประสบภัย" เพิ่มขึ้นอีกกิจกรรมหนึ่ง ผมเชื่อว่าจะเป็นกิจกรรมที่สามารถรณรงค์ให้ยุติการใช้ทุ่นระเบิดและแสดงความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้รอดชีวิตที่ประสบภัยจากทุ่นระเบิด ได้เป็นอย่างดี

**********************************
ชาติชยา ศึกษิต : 20 มี.ค.2557  

5 มีนาคม 2557

เจ้าหญิงไดอานากับพระกรณียกิจ "การต่อต้านทุ่นระเบิด"


ผมเคยเห็นภาพของเจ้าหญิงไดอานา เกี่ยวกับการต่อต้านทุ่นระเบิด บ่อยครั้งในนิตยสาร และเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด  จึงพยายามค้นหาเรื่องราวของพระองค์ท่านในพระกรณียกิจเกี่ยวกับทุ่นระเบิดนี้ มาเผยแพร่ในบล็อกนี้อีกทางหนึ่งเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบถึงความตั้งใจและความเสียสละของพระองค์  


ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (Diana, Princess of Wales) มีพระนามเต็มว่า ไดอานา ฟรานเซส (สกุลเดิม สเปนเซอร์) ประสูติเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ที่เมืองแซนดริงแฮม ประเทศอังกฤษ และ สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นพระชายาพระองค์แรกของเจ้าชายชาลส์แห่งเวลส์ จากการอภิเษกสมรสเมื่อปี พ.ศ. 2524 และได้หย่าร้างเมื่อปี พ.ศ. 2539 พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศ"เจ้าหญิงแห่งเวลส์" เป็นพระองค์ที่ 9 ของอังกฤษ สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปนิยมขนานพระนามว่า "เจ้าหญิงไดอานา"

เจ้าหญิงไดอานาได้เป็นสมาชิกราชวงศ์อังกฤษจากการอภิเษกสมรสกับเจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ เมื่อ 29 กรกฎาคม 2524  ต่อมา เจ้าหญิงไดอานาได้ให้กำเนิดพระโอรสทั้งสองพระองค์คือ เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี รัชทายาทลำดับที่สองและสามแห่งราชบัลลังก์อังกฤษและ 16 เครือจักรภพ 

เจ้าหญิงไดอานาเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกตั้งแต่ทรงหมั้นกับเจ้าชายแห่งเวลส์ในปี พ.ศ. 2524 จนกระทั่งการสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2540  จากการเป็นพระชายาองค์แรกของเจ้าชายแห่งเวลส์ ทำให้ เจ้าหญิงไดอานาเป็นที่จดจำจากการแต่งกาย แฟชั่น งานด้านการกุศลและเป็นบุคคลสาธารณะในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 พระองค์เคยรณรงค์การต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด  และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของโรงพยาบาลเด็ก เกรท ออร์มันด์ สตรีระหว่างปี 2532 ถึง 2538  พระกรณียกิจของพระองค์ได้รับความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังทรงเป็นผู้นำแฟชั่น เป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม ความหวังของผู้ป่วยโรคเอดส์  ตลอดทั้งพระชนม์ชีพพระองค์เป็นผู้ที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดคนหนึ่งในโลกราวกับนักแสดงที่มีชื่อเสียง

พระกรณียกิจด้านการต่อต้านทุ่นระเบิด
เดือนมกราคม พ.ศ.2540 ภาพเจ้าหญิงไดอานาเยือนพื้นที่อันตรายที่มีทุ่นระเบิด ในชุดหน้ากากป้องกันสะเก็ดระเบิดและถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก การรณรงค์ต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดของเจ้าหญิงฯ ถูกวิจารณ์ว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเกินไป และต่อมาในเดือนสิงหาคม 2540 ก่อนที่เจ้าหญิงฯ จะเสียชีวิตไม่กี่วัน เจ้าหญิงไดอานาเดินทางไปประเทศบอสเนีย และได้เยี่ยมเยียนผู้พิการซึ่งรอดชีวิตจากการเหยียบทุ่นระเบิดในกรุงซาราเจโว เจ้าหญิงไดอานาให้ความสนใจในเรื่องทุ่นระเบิดเพราะทุ่นระเบิดที่ตกค้างอยู่ สร้างความสูญเสียและอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้คนและเด็กๆ ถึงแม้ว่าสงครามจะได้ยุติลงไปนานแล้วก็ตาม

เจ้าหญิงไดอานามีอิทธิพลต่อการลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-personnel Mines and on Their Destruction) หรืออนุสัญญาออตตาวา 

แม้ว่าการลงนามเพื่อเป็นภาคีอนุสัญญาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะเกิดขึ้นหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ตาม การเข้าร่วมอนุสัญญาออตตาวา และร่างพระราชบัญญัติการต่อต้านทุ่นระเบิดฉบับที่ 2 ก็ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาอังกฤษ นายโรบิน คุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอังกฤษในขณะนั้น กล่าวสุนทรพจน์ต่อความทุ่มเทของเจ้าหญิงไดอานาในการรณรงค์นี้ว่า

"เหล่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายคงทราบว่าเบื้องหลังแรงผลักดันการร่างพระราชบัญญัตินี้มาจากพระอุปถัมภ์ของเจ้าหญิงไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ที่พิสูจน์ให้เราเห็นถึงความสูญเสียจากการใช้ทุ่นระเบิด วิธีการที่ดีที่สุดในการระลึกถึงภารกิจนี้ของพระองค์รวมทั้งเอ็นจีโอที่ได้รณรงค์ต่อต้านทุ่นระเบิด นั่นก็คือการผ่านร่างพระราชบัญญัตินี้และเปิดหนทางสู่การหยุดการใช้ทุ่นระเบิดทั่วโลก" 





องค์การสหประชาชาติได้ขอร้องประเทศที่ผลิตทุ่นระเบิดและกับระเบิดจำนวนหลายประเทศ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน และรัสเซีย ให้เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวา เพื่อมิให้มีการผลิตและนำไปใช้ตามที่เจ้าหญิงไดอานาได้ทรงรณรงค์ไว้ 

คาโรล เบลลามี ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ เคยกล่าวว่า "ทุ่นระเบิดยังคงเป็นสิ่งล่อใจที่อันตรายสำหรับเด็ก เพราะธรรมชาติของเด็กจะอยากรู้อยากเห็นและเล่นสนุก ทุ่นระเบิดทำให้เด็กผู้ไร้เดียงสา ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้"

องค์อุปถัมภ์แห่งประเทศไทย
ในการปฏิบัติการเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในประเทศไทยตามอนุสัญญาออตตาวา มีศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (Thailand Mine Action Center : TMAC) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก โดยมี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.2543 เป็นต้นมา แต่หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันพุธที่ 2 ม.ค.2551  ทาง TMAC ก็ขาดองค์อุปถัมภ์มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้    


อนาคตประเทศไทยกับการทำลายทุ่นระเบิด
ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีพื้นที่ที่ได้รับการยืนยันว่ามีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่อีกเกือบ 500 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 18 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ ตราด สุรินทร์ เชียงใหม่ พิษณุโลก บุรีรัมย์ สระแก้ว ตาก พะเยา ชุมพร จันทบุรี แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ น่าน ยะลา เชียงราย และนครศรีธรรมราช ซึ่งประเทศไทยต้องเก็บกู้และทำลายให้หมดในปี พ.ศ.2561 ตามที่ให้สัญญาไว้ในอนุสัญญาออตตาวา


แต่ปัจจุบันการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในประเทศไทย กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณจากรัฐบาลมาใช้ในภารกิจนี้อย่างจำกัดจำเขี่ย รัฐบาลไม่ได้ให้ความใส่ใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งๆ นี้ นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมแห่งชาติ  (National Mine Action Committee : NMAC)  งบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีมีแนวโน้มลดลง  ทั้งๆ ที่เป็นพันธสัญญาของชาติ  หน่วยงาน NGO ต่างๆ  ที่เคยได้รับเงินบริจาคจากชาวต่างชาติให้เข้ามาช่วยเหลือการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในประเทศไทยก็เริ่มลดน้อยถอยลง เหลือเพียงไม่กี่องค์กร  แนวโน้มประเทศไทยคงไม่สามารถเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดให้หมดไปตามพันธะในอนุสัญญาออตตาวา อย่างแน่นอน

สานต่อปณิธาน
สิ่งที่อยากให้เพื่อนพี่น้องทุ่นระเบิดที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันจงภูมิใจ  ก็คือ บุคคลสำคัญของโลกในระดับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ล้วนให้ความสำคัญ ออกมาช่วยรณรงค์การต่อต้านการผลิต และการใช้ทุ่นระเบิด พยายามทำลายทุ่นระเบิดที่เหลืออยู่ให้หมดสิ้นไป เพื่อความสงบ สันติ ของมวลมนุษยชาติ ไม่ได้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต พิการ หรือบาดเจ็บ จากความอำมหิตของทุ่นระเบิดอีกต่อไป

เพื่อนพี่น้องที่กำลังเก็บกู้และทำลายทุ่นระบิดทั้งหลาย...
ถึงแม้พวกเราอาจเป็นเพียงองคาพยพเล็กๆ ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ ก็ขอให้จงภูมิใจว่า
"ดวงพระวิญญาณของเจ้าหญิงไดอานาและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์   คงทรงชื่นชมพวกเราและคงทรงรับรู้ด้วยว่าพวกเรากำลังสานต่อปณิธานของพระองค์ท่านทั้งสองอยู่ โดยไม่ย่อท้อแต่อย่างใด"





******************************
ชาติชยา ศึกษิต : 5 มี.ค.2557

ที่มา