6 กุมภาพันธ์ 2558

ยุทธการบ้านชำราก กับทุ่นระเบิดที่รอการเก็บกู้



ปีนี้..มีแนวโน้มว่า ผมคงจะได้เกี่ยวข้องกับอนุสรณ์สถานแห่งการสู้รบหลายแห่งแน่ครับ 

หลังจากปลายปีที่แล้ว พวกเราไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ อบต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ที่เนิน 500 สมรภูมิช่องบก สามเหลี่ยมมรกต เพื่อเตรียมการจัดทำอนุสรณ์สถานแห่งการสู้รบ มาต้นปีนี้ ผมก็ได้รับการเชื้อเชิญให้เดินทางไปสำรวจที่ "ยุทธการบ้านชำราก"  อ.เมือง จ.ตราด อีกครั้ง เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2558 ที่ผ่านมา


หนังสือที่เทศบาล ต.ชำราก จัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบการ์ตูน
ยุทธการบ้านชำราก
ยุทธการบ้านชำรากเป็นการรบช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน ระหว่างทหารเวียดนาม กับ กองทัพเรือไทย โดยกำลังรบหลักคือทหารนาวิกโยธิน เสริมกำลังทางอากาศโดยกองทัพอากาศไทย เหตุการณ์เริ่มขึ้นหลังสงกรานต์เพียงไม่กี่วัน โดยเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2528 กองทัพเวียดนามได้ปฏิบัติการโจมตีกวาดล้างกองกำลังเขมรแดง ซึ่งมีฐานที่มั่นตามแนวชายแดนบริเวณเทือกเขาบรรทัด 

ด้วยกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารเวียดนามที่เหนือกว่า กองกำลังเขมรแดง แตกพ่ายหนีถอยร่นเข้ามาในเขตแดนประเทศไทย กองกำลังทหารเวียดนามรุกไล่ติดตามเขมรแดงเข้ามา และตั้งฐานที่มั่นอยู่บนเทือกเขาบรรทัดในเขตแดนประเทศไทยตรงข้ามกับบ้านชำราก นี้เอง

อีก 8 วันต่อมา ในวันที่ 28 เม.ย.2528 ปืนใหญ่สนามของนาวิกโยธินไทย เริ่มยิงทำลายฐานที่มั่นของทหารเวียดนามที่อยู่บนยอดเขาเป็นวันแรก ต่อมาจึงเริ่มใช้กำลังจากกองพันทหารราบนาวิกโยธิน กองร้อยอาสาสมัครทหารพราน และกองร้อยตำรวจตระเวณชายแดน สนธิกำลังเดินทางด้วยเท้าเข้าตีกองกำลังทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่องเป็นระลอก ตั้งแต่วันที่ 1,4,5,9,10,14 และจนกระทั่งในวันที่ 18 พ.ค.2528 เวลา 10:50 น. ทหารไทยสามารถยึดที่หมายได้ ผลักดันทหารเวียดนามให้พ้นจากเขตแดนไทยได้สำเร็จ

การรบครั้งนี้ ทหารไทยเสียชีวิต จำนวน 9 นาย บาดเจ็บ 63 นาย และป่วยจากไข้มาลาเรียจำนวน 584 นาย ส่วนทหารเวียดนาม พบศพจำนวน 17 ศพ และทราบข่าวว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนมากเช่นกัน (เหตุการณ์โดยละเอียดสามารถสืบค้นได้จากเว็บไซต์ต่างๆ)

อนุสรณ์สถานการสู้รบ "ยุทธการบ้านชำราก"
นายประมวล มุสิกรัตน์ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลชำราก และกำนันตำบลชำราก ได้พาผมขึ้นไปดูพื้นที่ที่เคยสู้รบในสมัยนั้น ซึ่งอยู่บนยอดเขาบรรทัดติดเขตแดนไทย ท่านนายกฯ และกำนัน พยายามผลักดันที่จะสร้าง "อนุสรณ์สถานการสู้รบยุทธการบ้านชำราก" ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของลูกหลานบ้านชำราก และอนุชนรุ่นหลัง พร้อมทั้งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของทหารกล้าที่เสียสละแม้ชีพตัวเองเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของไทย ยุทธการบ้านชำราก เปรียบเสมือน ความรัก ความสมัครสมานสามัคคี และความรักในบ้านเกิดเมืองนอนของคนไทยทุกคน


อนุสรณ์ฯ ที่ถูกทิ้งร้างเหมือนไม่มีคนดูแล
ป้ายชื่อทหารผู้เสียชีวิต ถูกวางอยู่บนแท่น สภาพเก่าแทบมองไม่เห็น

เดินสำรวจรอบๆ พื้นที่การสู้รบยุทธการบ้านชำราก
หารือกับนายกเทศมนตรีเทศบาล ต.ชำราก และกำนัน ต.ชำราก
บนศาลาจุดชมวิว
เส้นทางขึ้นยุทธการชำราก ห่างจากฐานทหารพรานบ้านชำรากประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นทางลูกรัง บางช่วงเหลือแต่หินกรวดลอยๆ ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น หากเป็นหน้าฝนคงจะขึ้นไม่ได้เลยครับ ที่บนนั้นมีร่องรอยของการสู้รบอยู่เช่น หลุมบุคคล และแนวคูเลตยาวโดยรอบฐาน มีสิ่งก่อสร้างขึ้นภายหลังที่มองเห็นได้คือ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อนุสรณ์แห่งการสู้รบ และจุดชมวิว แต่ทุกอย่างเหมือนขาดการดูแลเท่าที่ควร มีร่องรอยของที่พักของทหารพรานซึ่งรกร้าง ทราบว่าแต่ก่อนฐานทหารพรานเคยตั้งฐานอยู่บนนี้ แต่เพราะบนนั้นไม่มีน้ำไม่มีไฟ เส้นทางเข้าถึงพื้นที่ก็ยากลำบาก ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์นำเสบียงไปส่ง ปัจจุบันทหารพรานจึงย้ายฐานลงไปอยู่บริเวณพื้นราบด้านล่างแทน


ท่านกำนันฯ ตั้งใจใส่เสื้อตัวนี้มาให้ผมดูครับ
ยุทธการบ้านชำราก 29 ปี แห่งความภาคภูมิใจ

ทุ่นระเบิดยังถูกฝังอยู่ รอเวลาเก็บกู้
พื้นที่ยุทธการบ้านชำรากนี้ ถูกสำรวจโดยศูนย์ปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เมื่อปี 2545 ระบุว่าเป็นพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิด (SHA) คาดว่าในพื้นที่นี้ยังมีทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (AP) ถูกฝังอยู่ประมาณกว่า 138,200 ทุ่น และประเภทกระสุนปืนใหญ่ ลูก ค. จรวด ที่ยังไม่ระเบิดอีกประมาณ กว่า 1,000 นัด ครอบคลุมพื้นที่ 10 ตร.กม.เศษ หรือประมาณ 6,250 ไร่ อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 (กองทัพเรือ) แต่ยังไม่เคยมีการเข้าปฏิบัติการค้นหา เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดเลย

พื้นที่อนุสรณ์สถานการสู้รบยุทธการบ้านชำรากนี้ ยังคงเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย หากมีการเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์สงครามหรือแหล่งท่องเที่ยวแล้ว อาจจะเกิดอันตรายต่อ นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว และบุคคลทั่วไปได้


พื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิด
บริเวณยุทธการบ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด
กินพื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตรเศษ
ด้วยเหตุนี้เอง ท่านนายกฯ จึงอยากให้พวกเราได้เข้าไปค้นหาและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในบริเวณดังกล่าว โดยในขั้นต้นเอาเฉพาะพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้างและพื้นที่โดยรอบบางส่วนที่เกี่ยวข้องก่อน ท่านนายกฯ เล่าต่อให้ฟังว่า ตอนนี้ ทาง อบจ.ตราด ได้เขียนโครงการเสนอไปยังกระทรวงท่องเที่ยวฯ แล้ว แต่ไม่รู้จะได้งบประมาณมาจัดทำโครงการหรือปล่าว 

ทุ่นระเบิด อุปสรรคในการพัฒนา
ที่เนิน 500 สมรภูมิช่องบก จ.อุบลราชธานี และยุทธการบ้านชำราก จ.ตราด นี้ มีลักษณะคล้ายกัน คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบพยายามจะสร้างเป็นอนุสรณ์สถานแห่งการสู้รบเพื่อเป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ และรำลึกถึงวีรกรรมของทหารกล้า แต่ในพื้นที่ยังเต็มไปด้วยทุ่นระเบิดและลูกระเบิดด้านอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากมีการเก็บกู้แล้ว พื้นที่ก็จะปลอดภัยไม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนา

แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไม? ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ จึงไม่จัดเป็นความเร่งด่วนลำดับต้นๆ ในการเข้าปฏิบัติงาน คงปล่อยล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันนี้ นับเป็นเวลากว่า 13 ปีแล้ว หรือหากกองกำลังทหารที่ดูแลพื้นที่อยู่ กล่าวอ้างว่า ที่ไม่เก็บกู้ทุ่นระเบิดเพราะจะใช้พื้นที่เป็นฉากขัดขวางเพื่อความมั่นคงตามแนวชายแดน ดูเหมือนว่าจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เพราะปัจจุบันนี้ลักษณะของการสู้รบแบบแย่งยึดพื้นที่แบบสมัยก่อนคงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

คณะสำรวจถ่ายภาพร่วมกัน


ชาวบ้านตั้งใจจะสร้างอนุสรณ์ให้แก่วีรกรรมทหารกล้าของกองทัพ

แต่กองทัพเองกลับไม่สนใจใยดีที่จะช่วยสนับสนุนชาวบ้าน
ผมแอบตั้งคำถามอยู่ในใจว่า "เพราะเหตุใด"

*********************************
ชาติชยา ศึกษิต : 6 ก.พ.2558

8 มกราคม 2558

รูปปั้นจ่าสมชาย : ก้าวแรกของอนุสรณ์สถานแห่งการสู้รบที่สมรภูมิช่องบก


ต่อจาก สามเหลี่ยมมรกต (The Emerald Triangle)


......การรบที่ช่องบก หรือสมรภูมิรบช่องบก ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2528- ธันวาคม 2530 เป็นสงครามระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนาม โดยกองทัพเวียดนามได้เข้ามายึดภูมิประเทศทางทหารที่สำคัญในดินแดนไทย เช่น เนิน 500 เนิน 408 เนิน 382 เนิน 496 และเนิน 495 เพื่อทำการผลักดันกองกำลังเขมรแดง การรบในครั้งนั้น ทหารไทยผู้กล้าต้องพลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินเอาไว้ถึง 109 คน บาดเจ็บอีก 664 นาย  ส่วนทหารเวียดนาม และเขมรแดง ก็สูญเสียเป็นจำนวนมากเช่นกัน เล่ากันว่ารวมกันแล้ว ทั้งทหารไทย เวียดนาม และเขมรแดง เสียชีวิตที่สมรภูมิแห่งนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน....

ชื่นชม...ในความตั้งใจ
ผมเคยไปที่เนิน 500 มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2557 และวันที่ 23 ธ.ค.2557 ทั้งสองครั้งผมได้พบกับ นางวาสนา คำโส นายก อบต.โดมประดิษฐ์  ผู้ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะจัดทำโครงการย้อนรอยเขตแดนไทยในสมรภูมิช่องบก ณ บริเวณเนิน 500 แห่งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกและตระหนักในคุณค่าของประวัติศาสตร์การสู้รบ และร่วมรำลึกถึงความกล้าหาญของทหารไทย  และในทุกๆ ปีก็จะเปิดโอกาสให้ญาติทหารผู้เสียชีวิตได้ขึ้นมาร่วมทำบุญและอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตด้วยเป็นประจำ โดยใช้งบประมาณ ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก ของ อบต.โดมประดิษฐ์ ซึ่งในปีนี้กำหนดงานทำบุญ เมื่อวันที่ 6-7 ม.ค.2558 ที่ผ่านมา

การไปครั้งแรก  นายก อบต.ฯ พาผมไปดูที่เนิน 500 สถานที่จัดงานทำบุญ และขอร้องให้ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ได้ช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) ที่ยังตกค้างอยู่บริเวณเนิน 500 จำนวนมาก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ญาติของทหารผู้เสียชีวิตและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานทำบุญประจำปี หลังจากนั้นต่อมาทาง TMAC  จึงได้มอบหมายใน นปท.3 เป็นผู้ดำเนินการเก็บกู้ฯ  
การไปครั้งที่สอง ผมไปตรวจความคืบหน้าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดฯ ของ นปท.3 ก่อนถึงวันงานทำบุญ


บรรยากาศการทำบุญและอุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารผู้เสียชีวิต
บนเนิน 500 ประจำปี 2558 (ุ7 ม.ค.2558)



อยากมีอนุสาวรีย์...
ระหว่างที่เดินตรวจสอบพื้นที่อยู่ด้วยกันนั้น นายกวาสนาฯ กล่าวขึ้นมาลอยๆ ว่า "อยากมีอนุสาวรีย์ของ จ.ส.อ.สมชาย แก้วประดิษฐ์ ตั้งอยู่ตรงแท่นหินเดิมเพื่อใช้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเหตุการณ์การสู้รบในอดีต"  ในใจผมเห็นด้วย แต่ผมตอบท่านไปว่า  "เรื่องนี้ควรให้ทางกองทัพภาคที่ 2 เขาเป็นผู้ริเริ่มดีกว่า เพราะเขาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ จ.ส.อ.สมชายฯ เขาน่าจะเป็นผู้สร้างให้ และทาง อบต.ก็คงจะไม่มีงบประมาณมาก่อสร้างแน่ ทางกองทัพภาคเป็นหน่วยงานใหญ่ มีศักยภาพ เขาน่าจะหางบประมาณมาใช้ในการก่อสร้างได้ง่ายกว่า"  หลังจากนั้นเราก็หยุดคุยกันในเรื่องนี้ 

วีรกรรมของ จ.ส.อ.สมชาย แก้วประดิษฐ์
อนุสรณ์ของ จ.ส.อ.สมชาย แก้วประดิษฐ์ นี้ แต่เดิมยังไม่มีรูปปั้น เป็นเพียงแผ่นหินที่เขียนเหตุการณ์โดยสังเขปเอาไว้ ด้วยสีน้ำมันสีขาว ซึ่งค่อนข้างซีดจางและลบเลือนไปแล้วบางส่วน พอที่จะจับใจความได้ ดังนี้

อนุสรณ์วีรกรรม จ.ส.อ.สมชาย แก้วประดิษฐ์ บนยอดเนิน 500 เดิมที่ยังไม่มีรูปปั้น
"วีรกรรม จ.ส.อ.สมชาย  แก้วประดิษฐ์ ตำแหน่ง รอง ผบ.มว.ปล.ที่ 1 ร้อย ร.2341 ปฏิบัติตามแผนยุทธการเผด็จศึก กองทัพภาคที่ 2  เมื่อ 28 มิ.ย.30 มว.ปล.ที่ 1 ภายใต้การนำของ จ.ส.อ.สมชายฯ ได้รับคำสั่งให้เข้าตีข้าศึก ณ เนิน 500 ฐานตั้งรับข้าศึก ขณะปีนป่ายหน้าผาเพื่อทำการแทรกซึม บริเวณพิกัด VA 2XXX61 (จุดตรวจการณ์ปัจจุบัน)  จ.ส.อ.สมชายฯ ได้นำกำลังเข้าต่อสู้อย่างกล้าหาญ แต่ได้ถูกอาวุธของฝ่ายตรงข้ามนานาชนิด ระดมยิงอย่างหนัก เป็นเหตุให้ จ.ส.อ.สมชายฯ เสียชีวิตในทันที

วีรกรรมของ จ.ส.อ.สมชายฯ ในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่สมเกียรติ สมศักดิ์ศรี ของชายชาติทหารอย่างแท้จริง จึงสมควรได้รับการสดุดีไว้ ณ ที่นี้"


จากคำบอกเล่าเพิ่มเติม กล่าวว่า ศพ จ.ส.อ.สมชายฯ ถูกทหารเวียดนามแขวนเอาไว้ ณ จุดนี้ เพื่อล่อให้ทหารไทยมาแย่งศพคืนไป พอทหารไทยขึ้นมาก็ระดมยิงใส่ เล่าต่อกันว่า กว่าจะนำศพของ จ.ส.อ.สมชายฯ กลับลงมาได้ มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์แย่งศพครั้งนี้ จำนวนมาก  

รูปปั้น จ.ส.อ.สมชาย : ก้าวแรกของอนุสรณ์สถานฯ
บ่ายวันที่ 6 ม.ค.2558 เพื่อน HDO นปท.3 ส่งภาพรูปปั้น จ.ส.อ.สมชายฯ ที่เนิน 500 มาให้ผมดูทางไลน์ ผมรู้สึกประหลาดใจ พร้อมทั้งรู้สึกชื่นชมถึงความตั้งใจจริงของท่าน นายกวาสนา คำโส และต่อมาในวันทำบุญ วันที่ 7 ม.ค.2557 ท่านนายกฯ ก็ส่งรูปภาพมาให้ผมดูทางไลน์อีกหลายภาพ และท่านนายกฯ ยังพิมพ์ข้อความอีกว่า  



"รูปปั้นจำลองจ่าสมชาย พร้อมลูกน้องอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน เสร็จเฉพาะรูปปั้นจ่าสมชาย รูปปั้นลูกน้องจ่าสมชายฯ อีก 2 คน ยังไม่เสร็จกำลังปั้นอยู่...ปั้นเพื่อเป็นแรงจูงใจ ให้ลูกหลานและนักท่องเที่ยวได้เห็น ให้มีจิตสำนึกรำลึกถึงบุญคุณทหารกล้าเหล่านั้น อยากจะสร้างอนุสาวรีย์ แต่งบมีน้อยก็เลยได้แค่รูปปั้นก่อน"  


นางวาสนา คำโส นายก อบต.โดมประดิษฐ์
กำลังอำนวยการติดตั้งรูปปั้น จ.ส.อ.สมชาย แก้วประดิษฐ์ ที่ เนิน 500 


รูปปั้นจ่าสมชาย แก้วประดิษฐ์
 : ก้าวแรกของอนุสรณ์สถานแห่งการสู้รบที่สมรภูมิช่องบก

เห็นความตั้งใจจริงของ นายกวาสนาฯ แล้ว ผมรู้สึกอายตัวเอง ในฐานะที่ผมก็เป็นทหารคนหนึ่ง  แทบไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้เลย ผมควรที่จะทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่เสียงของพวกเราคงเบาเกินไป  ความฝัน ความหวัง ที่จะเกิดพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การสู้รบหรืออนุสรณ์สถานแห่งการสู้รบที่สมรภูมิช่องบก นี้ คงลางเลือนเหลือเกิน ลำพัง นายก อบต.ตัวเล็กๆ คงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ 

หวังว่า รูปปั้นของ จ.ส.อ.สมชาย แก้วประดิษฐ์ และลูกน้องอีก 2 คน ที่สร้างขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกฝ่าย หันมาช่วยกันรำลึกประวัติศาสตร์ ช่วยกันต่อยอด จัดสร้าง  "อนุสรณ์สถานแห่งการสู้รบที่สมรภูมิช่องบก" แห่งนี้  เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจ ปลูกจิตสำนึกให้คนรุ่นหลัง และใครก็ตามที่ได้มาพบเห็น ตระหนักถึงพิษภัยของสงครามที่่ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของทหารกล้า ที่เสียสละแม้ชีวิตตนเองจะหาไม่ ก็เพียงเพื่อให้ชาติ ให้แผ่นดินไทย ดำรงคงอยู่เพื่อลูกเพื่อหลานสืบไป 

มิได้หวังว่าจะเป็นวีรบุรุษ...แต่ก็สุดจะเห็นชาติพินาศสลาย


ที่มาของภาพ http://www.nco125.com/webboard-view/1306261687.html

******************************
ชาติชยา ศึกษิต : 8 ม.ค.2558

9 ธันวาคม 2557

แผ่นดินของใคร


ผมเดินไปไม่มีกี่ก้าว  รอบตัวผมเต็มไปด้วยทหารกัมพูชา  ผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในแผ่นดินของเรา


เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2557 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 (นปท.1) ได้จัดกำลังเข้าปฏฺิบัติการค้นหาและเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนในเขตพื้นที่ จ.สระแก้ว บริเวณ บ.หนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง ขนาดพื้นที่ 150,000 ตร.ม. พบแนวทุ่นระเบิด PMN จำนวนมากกว่า 100 ทุ่น ซึ่งเป็นการค้นหาและแกะรอยเบื้องต้นเท่านั้น แต่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติงาน เพราะทหารกัมพูชาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถืออาวุธเข้ามาแล้วสั่งให้ นปท.1 หยุดทำงาน ทั้งๆ ที่ตรงนั้นคือแผ่นดินไทย

แนวทุ่นระเบิด PMN ที่วางไว้ในเขตแผ่นดินไทย

เมื่อทราบข่าวจากเพื่อนพี่น้อง HDO : นปท.1  ว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น  ผมและคณะ จึงพยายามหาโอกาสเดินทางไปยังพื้นที่ในทันทีที่ทำได้   ผมเดินทางไปถึงพื้นที่ บ.หนองจาน ในบ่ายวันที่ 2 ธ.ค.2557 (ก่อนที่จะไปบรรยายต่อที่ จ.สุรินทร์ ในวันที่ 3 ธ.ค.2557)  ที่นั้นผมได้พบกับเพื่อนพี่น้อง HDO นปท.1 เกือบทุกคน และที่แปลกใจคือชาวบ้านอีกกว่า 10 คน มารอพบผมเพื่อร้องเรียนปัญหาเรื่องที่ทำกิน  

ทำไร่ทำนามาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย
ชาววบ้านร้องเรียนว่า พื้นที่ที่เคยมีทุ่นระเบิดนี้ เคยเป็นที่ทำไร่ทำนามาตั้งแต่สมัยครั้งปู่ย่าตายาย มีเอกสารหลักฐานพร้อมซึ่งออกโดยทางราชการ พอมีสงครามระหว่างเวียดนามกับเขมรแดงก็หยุดทำ แต่พอสงครามเลิก "ทหารเขมรก็อ้างว่าเป็นพื้นที่ของเขา ห้ามเข้าไปทำกิน"  ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงมาร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากเรา

ชาวบ้านเจ้าของที่ดินมารอร้องเรียนกับผมเรื่องทหารกัมพูชา ไม่ให้เข้าไปทำกิน


ซึ่งพื้นที่ บ.หนองจาน ที่ นปท.1 กำลังเก็บกู้ทุ่นระเบิดอยู่นี้  หากเป็นพื้นที่ปลอดภัยแล้ว ชาวบ้านก็สามารถเข้าไปทำมาหากินได้ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น ทหารกัมพูชามาสั่งให้พวกเราหยุดทำ เขาเหล่านั้นบอกว่า "แนวลวดหนาม คือแนวเขตแดนของกัมพูชา" ห้ามล้ำแดนเข้าไปเด็ดขาด



แนวลวดหนามแห่งความอัปยศ    
สมัยก่อนครั้งปู่ยาตายายที่ทำไร่ทำนากันได้ เพราะชาวบ้านไทย-เขมร ในพื้นที่นั้นล้วนเกี่ยวข้องดองกัน รู้กันดีว่า ตรงไหนคือเขตเขมร ตรงไหนคือเขตไทย  พอต่อมาหลังจากการสู้รบของเขมรแดงและเวียดนาม ทางกองกำลังบูรพาจึงสั่งให้มีการขึงแนวรั้วลวดหนาม 5 เส้น เสาทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาวจากไหนถึงไหนไม่ทราบได้ โดยขึงเรียบตามแนวชายแดน (แต่ไม่ติดแนวชายแดน) โดยขึงแนวลวดหนามถัดต่อลงมาจากถนนคึกฤทธิ์ (ถนนศรีเพ็ญในปัจจุบัน) จากคำบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่าสร้างไว้ประมาณปี พ.ศ.2530-2531 ก่อนที่จะมีการลาดยางถนนศรีเพ็ญ

ผมไม่ทราบว่าวัตถุประสงค์การสร้างแนวลวดหนาม 5 เส้น ว่าสร้างไว้เพื่ออะไร สร้างไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เขมรแดงเข้ามารุกรานราษฎรไทย หรือ ป้องกันไม่ให้ราษฎรไทย ออกไปทำมาหากินในที่ดินของตัวเอง 

แต่ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน คือ

ทหารกัมพูชาใช้อ้างสิทธิ์ว่า แนวหลวดหนามนี้แหละคือ เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา   

ซากเสารั้วลวดหนามสูง 5 เส้น ซึ่งหักพังหมดแล้ว
ส่วนลวดหนามถูกขโมยไปขายตั้งแต่เริ่มสร้าง

ข้ามแนวลวดหนามไม่ได้ 

รู้หรือไม่รู้
ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิ์เหล่านี้ ตลอดแนวชายแดน จ.สระแก้ว มีจำนวนมาก  ถามว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองเรารู้หรือไม่ ผมว่ารู้ แต่ไม่ยอมทำอะไรกันมากกว่า อ้างแต่เรื่องหน้าตาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปล่อยให้ทหารตัวเล็กตัวน้อยของทั้งสองประเทศแก้ไขกันเอง แต่ทหารตัวน้อยของกัมพูชาเขาแน่กว่า ถือปืนออกมาขับไล่ทหารไทยและราษฎรไทย ให้ออกจากแผ่นดินไทยได้

ทหารไทยก็ได้แต่รายงาน รอผู้ใหญ่สั่ง
คงรอไปเถอะ รอจนกระทั่งวันหนึ่ง กัมพูชาจะบอกว่า
แนวถนนศรีเพ็ญ คือแนวแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ผมว่าเรื่องนี้ ต้องเอาจริงเอาจังกันแล้ว ทะเลาะกันตั้งแต่เริ่มแรกเสียดีกว่า จะมาทะเลาะกันภายหลัง ผมไม่อยากเดินในแผ่นดินไทย แต่มีทหารเขมรมาคอยขับไล่ผม...ได้โปรดเถอะครับ   


ขบวนทหารกัมพูชาเดินตามผม
**********************************
ชาติชยา ศึกษิต : 9 ธ.ค.2557