2 ตุลาคม 2556

หนึ่งปีครึ่ง..ที่ศูนย์ปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ


ผมจากกรมการทหารช่างหน่วยต้นสังกัดของผม ที่ จ.ราชบุรี  มาปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าส่วนประสานการปฏิบัติและประเมินผล ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เขตดอนเมือง กทม. ตั้งแต่ 1 ต.ค.2555 ครบหนึ่งปี เมื่อ 30 ก.ย.2556 แต่ถ้ารวมอีก 6 เดือนก่อนหน้านั้น (ซึ่งผมไม่ได้เป็นหัวหน้าส่วนฯ) ก็รวมเป็นหนึ่งปีครึ่งพอดี

ชีวิตการปฎิบัติงานที่นี่...ผมถือว่าโชคดีที่ได้มีโอกาสเดินทางไปในหลายๆ จังหวัด ตั้งแต่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ น่าน ตาก อุตรดิตถ์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว เรื่อยลงมาถึงจันทบุรี และตราด รวมตลอดปีแล้วต้องเดินทางลงภาคสนามกว่า 20 ครั้งๆ ละ 4-5 วัน  

ผมได้รับประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับวิถีการดำรงชีวิต  ประเพณี วัฒนธรรม ของคนพื้นถิ่นตามขอบแนวชายแดนทั้งลาว พม่า และกัมพูชา จำนวนมาก หลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายภาษา รวมทั้งได้เห็นถึงปัญหาความล้มเหลวของการบริหารจัดการภาคราชการอีกจำนวนมากเช่นกัน  เห็นแม้กระทั่งความเลวร้ายของข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ ที่จ้องแต่เอาประโยชน์เข้าส่วนตนและพรรคพวกอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าทำได้  ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา ขาดปัญญาเพียงพอที่จะช่วยเหลือตนเอง เอาแต่แบมือขอ มีเลือกตั้งก็รับเงิน มีเหตุร้ายก็ขอเงินเยียวยา ข้าวกล้าก็รอแต่การจำนำ สถาบันครอบครัวแตกแยก เป็นหนี้เป็นสิน นายทุนกลายเป็นเจ้าของที่ดินทำกินเกือบทั้งหมด ตาสี ยายสา ได้แค่รับจ้างทำนา ในผืนนาที่เคยเป็นของตัวเอง ยายใจ ก็รับจ้างเก็บลำใย นายใสก็รับจ้างกรีดยาง..ฯ ผมเห็นมาเช่นนั้นจริงจริง



ลูกหลานของแรงงานชาวกัมพูชา ที่ตามพ่อแม่เข้ามารับจ้างในประเทศไทย


ใจของผมรู้สึกหดหู่  ที่ประเทศไทยของเรามีคนเก่งๆ อยู่มากมาย แต่กลับไม่สามารถสร้างปัญญาให้กับประชาชนคนไทยได้ หากถามย้อนกลับมาว่า "เพราะการศึกษาที่ล้มเหลว ใช่หรือไม่" ผมคิดว่าไม่ไช่ เพราะการศึกษาเป็นแค่ส่วนหนึ่งในเสี้ยวชีวิต เท่านั้น ชีวิตของคนๆ หนึ่งจะเป็นอย่างไร ไม่ได้อยู่ที่การศึกษา ขึ้นอยู่กับการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพ เลี้ยงปาก เลี้ยงท้องของตัวเอง กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เขาอาศัยอยู่

คนไทยมักถูกปลูกฝังให้เป็นผู้รับจ้าง..เพราะเราคำนึงถึงแต่การลงทุนของชาวต่างชาติ มากกว่าการลงทุนของคนในชาติ
คนไทยถูกปลูกฝังให้เป็นผู้ซื้อใช้..เพราะเราไม่สามารถผลิตอะไรใช้ได้ด้วยตนเอง
คนไทยถูกปลูกฝังให้เป็นผู้รับความช่วยเหลือ..มากกว่าช่วยเหลือตนเอง
คนไทยถูกปลูกฝังให้มีเจ้านาย(คุ้มหัว) ..มากกว่าเป็นนายของตัวเอง
..ฯลฯ..



ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ มีภารกิจต้องทำให้พื้นที่ 530.8 ตารางกิโลเมตร ใน 18 จังหวัดของประเทศไทยที่ถูกระบุว่ายังมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยต้องให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2561  ตามพันธะในอนุสัญญาออตตาวา ที่ให้ไว้กับนานาประเทศ ในปีงบประมาณ 2556 นี้พวกเราทำกันอย่างเต็มกำลังแล้ว ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด จำเขี่ย  พวกเราทำได้แค่เพียง  28.5 ตร.กม. ยังคงเหลืออีก 502.3 ตารางกิโลเมตร ที่ยังคงท้าทายให้พวกเราคนกู้ระเบิดยังคงต้องเสียสละทำงานกันต่อไป   


ข้าราชการทหารทุกเหล่าทัพ ที่มาปฏิบัติงานในศูนย์ปฏฺิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ และหน่วยปฎิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1-4 (นปท.1-4) จะถูกขอตัวมาช่วยราชการแบบปีต่อปี หากปีนั้นปฏิบัติงานไม่ดี ไม่บรรลุผล ก็ต้องจบภารกิจ และหาคนดีมีฝีมือคนใหม่มาทดแทนในปีต่อไป

ที่กล่าวมานั้นคือ อุดมคติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มิเป็นเช่นนั้น "คนดีมีฝีมือกลับอยู่ไม่ได้ มักถูกส่งกลับ คนที่เหลืออยู่มักจะเป็นคนประจบสอพลอ ถูกเลี้ยงไว้เพื่อทำประโยชน์ให้เจ้านายบางคน  คนพวกนี้มักทำตัวเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสีอยู่ร่ำไป  ส่วนคนมาใหม่ก็มีแต่เส้นแต่สาย มาเพื่ออยากลองหรือแค่เป็นเพียงทางผ่านเพื่อเอาสิทธิบางประการ พอครบปีแล้วก็จากไป"

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญ สามารถทำประโยชน์ให้แก่ผืนแผ่นดินไทยได้อย่างชัดเจนเห็นได้เป็นรูปธรรม หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีคุณค่า มีความดีงามอยู่ในตัวของมันเอง  แต่คนที่มาอยู่ต่างหากที่ทำไม่ดี จนทำให้ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ต้องเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงตามไปด้วย 

ตลอดหนึ่งปีที่ผมลงปฏิบัติงานภาคสนาม ผมมักจะพูดกับเพื่อนพี่น้องชาว นปท.ทั้งหลายว่า  
"งานของพวกเรา เหมือนกับการปิดทองหลังองค์พระปฏิมา ไม่ค่อยมีคนได้รู้ได้เห็น ทั้งๆ ที่เป็นงานในระดับชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมแห่งชาติ (National Mine Action Committee : NMAC) แต่กลับไม่มีใครให้ความสนใจ คนส่วนใหญ่แทบไม่มีใครรู้จักหน่วยงานของพวกเราด้วยซ้ำไป

แต่พวกเราต้องเชื่อในหลวงของพวกเรา พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัส เมื่อปี พ.ศ.2510 ว่า
"...ที่ให้ปิดทองหลังพระ ก็เพื่อเตือนตัวเองว่า การทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดใคร หรือประกาศให้ใครรู้ ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่ เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว..."

เมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2556 ในวันที่ 30 ก.ย.2556 และเริ่มทำงานใหม่ปีงบประมาณ 2557 ในวันที่ 1 ต.ค.2556  หลายคน...อาจไม่ได้ปิดทองหลังพระองค์เดียวกันกับผมอีก...แต่ไม่ว่าพวกเธอจะไปอยู่ที่ไหน..ก็ขอให้หมั่นปิดทองอยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นการปิดทองหลังพระอีกองค์ก็ตาม....

ผมมีความเชื่อว่า "วันหนึ่งข้างหน้า..พระทุกองค์จะงามทั้งองค์พร้อมกัน..ทั่วทั้งแผ่นดิน" ด้วยมือของพวกเรา






















**********************
ชาติชยา ศึกษิต : 2 ก.ย.2556

ดูรายละเอีดเพิ่มเติม http://www.facebook.com/CoED-TMAC

30 กรกฎาคม 2556

ตามหาเมธี ตอนที่ 1

ผมเผอิญได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า "ฟื้นฟูปราสาทสด๊ก ก๊อก ธม"  (The Sadok Kok Thom Ruins Revived) จัดทำโดย  องค์กรพันธมิตรแห่งประเทศญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการกู้ระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Japan Alliance for Humanitarian Demining Support : JAHDS)    พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2547 โดยจัดพิมพ์เป็น 3 ภาษา คือ ไทย ญี่ปุ่น และอังกฤษ เพื่อเป็นที่ระลึกหลังจากเสร็จสิ้นโครงการ "เก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทสด๊ก ก๊อก ธม"  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้โครงการ "Japan NGO-Support Grant Cooperation" อันเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กร JAHDS, ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และมูลนิธิพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จนสามารถคืนพื้นที่ปลอดภัยบริเวณปราสาทฯ ให้แก่ประชาชน จากทุ่นระเบิดที่ตกค้างจากการสู้รบในสมัยอดีต และยังสามารถดำรงรักษาไว้ซึ่งโบราณสถานที่สำคัญที่มีคุณค่าของผืนแผ่นดินไทย สามารถฟื้นฟูเป็นแหล่งศึกษาโบราณคดีและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสระแก้วได้อีกแห่งหนึ่ง

หนังสือ "ฟื้นฟูปราสาท สด๊ก ก๊อก ธม"

เมธี...ผู้เคราะร้าย
ในหนังสือเล่มดังกล่าวมีบทความหนึ่งใช้ชื่อว่า "เสียงแห่งชีวิต" (Voice of life) เป็นเรื่องราวของ ด.ช.เมธี  เย็นควร อายุ 7 ปี  ซึ่งเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณสวนใกล้บ้านของเขา ขาขาดทั้งสองข้าง 



หลังจากเขาต้องกลายเป็นคนพิการ เมธีก็ไม่ได้ไปโรงเรียน
เมธี เคยรำพึงให้ฟังว่า "ผมอยากไปโรงเรียน..." แต่เมธีก็ไม่ได้ไป ถึงแม้เขาจะสามารถเดินได้อีกครั้งด้วยขาเทียมแล้วก็ตาม เพราะที่บ้านไม่มีใครพาเขาไปโรงเรียนได้ แม่ก็ยุ่งอยู่กับการทำงานในไร่นา และพ่อของเขาก็ต้องไปทำงานในเมือง 

เรื่องราวของเมธี ทำให้ผมรู้สึกสนใจว่า "ป่านนี้ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง"  ผมจึงได้โพสต์เรื่องราวของเมธีลงในเฟสบุ๊ค  เผื่อจะมีใครพอทราบบ้าง (ดูรายละเอียด) ได้ผลครับ มีผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด ได้เข้ามาแจ้งข่าวสารเพิ่มเติม คือ


คุณอ้น "เมธีอยู่กับยาย ทีหลังยายเลี้ยงไม่ไหว เมธีได้ไปเรียนที่โรงเรียนมหาไถ่ ที่ดีมากๆ สำหรับคนพิการ อยู่ที่พัทยาค่ะ โดยพี่อ๋า เจอาร์เอส (องค์การที่น้องชมพู่ทำงานอยู่) ซึ่งเป็นคนดูแลงานด้านทุ่นระเบิดตอนนั้นเป็นคนคอยดูแลเมธีอยู่สม่ำเสมอค่ะ แต่ไม่ได้ข่าวหลายปีแล้ว คิดว่าคงสบายดี เพราะถ้าไม่สบายคงได้ข่าวบ้าง" 

คุณชมพู่ "ตามข่าวให้แล้วค่ะ ได้สอบถามไปยังพี่อ๋า อดีตเจ้าหน้าที่ JRS และ Landmine Monitor Researcher คนแรกของไทยค่ะ ข่าวล่าสุดคือ น้องเมธีเรียนอยู่ที่โรงเรียนพระมหาไถ่ พัทยา และถูกส่งไปฝึกเป็นนักบาสคนพิการค่ะ พี่อ๋าเป็นคนพาน้องไปส่งเรียนที่โรงเรียนพระมหาไถ่ พัทยาเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว รายละเอียดอื่น ๆ ต้องโทรไปสอบถามเพิ่มเติมที่โรงเรียนนะคะ"


นอกจากนั้น ยังมีเพื่อนๆ  ในเฟสบุ๊ค หลายท่าน ให้กำลังใจ และจะคอยเฝ้าติดตามข่าวของเมธีด้วย...
การ "ตามหาเมธี" จึงเกิดขึ้น ซึ่งผมก็อยากรู้เช่นกันว่า...

"ชีวิตเด็กน้อยๆ ที่ต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ เขาจะต่อสู้ชีวิตได้อย่างไร มีใครคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจเขาอยู่บ้าง   ป่านนี้ เมธี..คงน่าจะอายุ 17 ปี แล้ว การเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐบาลแก่ผู้ที่ประสบภัยจากทุ่นระเบิด (ที่ตกค้างจากพิษภัยของสงครามในสมัยก่อน) ยังคงช่วยเหลือเขาอยู่หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟาง" 

เรื่องราวเหล่านี้ ผมและลูกน้องทุกคน จะพยายามตามหาเมธีให้พบ...เพื่อนำมาเล่าสู่กันฟัง
...เราอาจจะได้ฟังเรื่องราวที่ดีๆ...จากน้องเมธีได้บ้าง ไม่มากก็น้อย....

ติดตามเรื่องราวผ่านเฟสบุ๊ค
*****************************************
ชาติชยา  ศึกษิต : 30 ก.ค.2556

ติดตาม ตามหาเมธี ตอนที่ 2  

1 กรกฎาคม 2556

พื้นที่ทับซ้อนดอยลาง กับ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วม ไทย-เมียนม่าร์

เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2556 ผมได้มีโอกาสได้ไปตรวจสอบและประเมินพื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด บริเวณช่องทางสันต้นดู่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ติดแนวชายแดนประเทศเมียนม่าร์ จึงได้พบว่าตามแนวชายแดนนี้ ยังมีปัญหารอให้ผู้มีอำนาจทั้งหลายได้ช่วยแก้ไขอีกหลายเรื่อง  ซึ่งปัญหาเหล่านี้ มีมาตั้งแต่อดีต แม้กระทั่งปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้สำเร็จ



ถัดออกไปทางตะวันตกของช่องทางสันต้นดู่ มีพื้นที่ทับซ้อนที่ยังถกเถียงกันอยู่ ขนาดประมาณ 32 ตร.กม.เรียกชื่อพื้นที่นี้ว่า "พื้นที่ทับซ้อนดอยลาง" เหตุเพราะว่าประเทศไทยและประเทศเมียนม่าร์ ใช้แผนที่คนละฉบับ ดังแสดงไว้ในภาพด้านบน  พื้นที่แห่งนี้จึงตกลงกันไม่ได้ว่าเป็นพื้นที่ของประเทศเมียนม่าร์หรือของราชอาณาจักรไทย  ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยทหารทั้งของเมียนม่าร์ ว้า และทหารไทย ตั้งเผชิญหน้ากัน แต่ไม่มีความขัดแย้งใดๆ  มีความสัมพันธ์อันดี เพียงแต่รอเวลาว่าตัดสินว่า แผ่นดิน 32 ตร.กม.นี้จะเป็นของใคร

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ที่ผมปฏิบัติงานอยู่ก็คือ พื้นที่ทับซ้อน 32 ตร.กม. แห่งนี้ เป็นพื้นที่ที่ได้รับการยืนยันว่ามีอันตรายจากทุ่นระเบิดอยู่ ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (Thailand Mine Action Center: TMAC) ต้องเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิดและทำให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2561 ตามพันธสัญญาที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้ในอนุสัญญาออตตาวา ..แล้วทีนี้จะทำอย่างไรต่อไปดี..ปัญหาแนวชายแดนนี้คงไม่เสร็จสิ้นในเร็ววันนี้แน่นอน เพราะทั้งสองประเทศได้พยายามร่วมกันแก้ไขกันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ



พื้นที่ทับซ้อนดอยลาง

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมระหว่างไทย-เมียนม่าร์
TMAC เป็นหน่วยงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ไม่ถืออาวุธ ถือแต่เครื่องตรวจค้นทุ่นระเบิด มุ่งประโยชน์เพื่อมนุษยชาติเป็นสำคัญโดยไม่แบ่งเขตแดนและเชื้อชาติศาสนา ปฏิบัติงานภายใต้คณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมแห่งชาติ (National Mine Action Committee: NMAC)  โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พื้นที่ดอยลางนี้ เป็นพื้นที่ทับซ้อน ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยหรือประเทศเมียนมาร์  วิธีการแก้ปัญหาที่อาจเป็นไปได้ก็คือ "การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันระหว่างไทย-เมียนม่าร์" ซึ่งมีหนทางที่เป็นไปได้มากที่สุด หากรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่าย เห็นแก่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรทั้ง 2 ประเทศ ไม่ว่าจะเชื้อชาติใดก็ตาม


ที่ตั้งกำลังทหารของพม่าบริเวณพื้นที่ทับซ้อนดอยลาง

แต่วิธีการนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะพื้นที่แห่งนี้ เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดและสิ่งของผิดกฏหมาย ที่สำคัญของเหล่าผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลาย ยากต่อการจับกุมและใช้กฏหมายบังคับ 

พื้นที่อันตรายจากทุ่นระเบิดคงไม่หมดไปจากประเทศไทยภายในปี พ.ศ.2561 ตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาคมโลกอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่ทับซ้อน เช่น ดอยลางนี้ ยังมีอยู่อีกหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน..รอบประเทศไทย

*******************

ชาติชยา ศึกษิต : 30 มิ.ย.2556