28 พฤศจิกายน 2559

ผมอึดอัด ขอเขียนอีกครั้งครับ

ผมเคยปฏิบัติงานที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 และถูกปรับย้ายออกในสมัยผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งเมื่อ 31 มี.ค.2559 เหตุเพราะขัดแย้งเรื่องนโยบายที่สำคัญ วันนี้..ผู้บังคับบัญชาฯ ท่านนั้นย้ายไปแล้ว แต่ผมยังคงถูกรับเชิญให้เดินสายเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของทุ่นระเบิดในประเทศไทยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานรุ่นใหม่ฟังทั่วประเทศ เพื่อความเข้าใจและมีความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

เรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมอึดอัด มันยังรบกวนจิตใจของผมอยู่ เรื่องราวเหล่านี้ผมเคยนำเสนอให้ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องฟังมาโดยตลอด หลายยุคหลายสมัย แต่ถึงวันนี้ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด นั้นคือเรื่องราวของ "ระยะเวลาในอนุสัญญาออตตาวา ที่ประเทศไทยจะสิ้นสุดตามที่ให้สัญญาไว้ในวันที่ 1 พ.ย.2561 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเหลืออีกเพียง 2 ปี"  ผมอยากให้ผู้ที่มีอำนาจ ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันรับรู้และตัดสินใจในเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ  ผมจึงขอเขียนบทความเรื่องนี้อีกครั้ง เผื่อจะสื่อไปถึงท่านเหล่านั้นได้บ้าง



อนุสัญญาออตตาวา
ประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาในเวทีโลกว่าด้วยห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือที่เรียกสั้นๆ อนุสัญญาออตตาวา  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2542 เป็นต้นมา โดยพันธสัญญาข้อหนึ่งที่สำคัญและประเทศไทยทำไม่สำเร็จคือ 

"ต้องค้นหาและเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ตกค้างจากสงครามและการสู้รบวาระต่างๆ ที่ยังคงฝังอยู่ในแผ่นดินไทยให้หมดสิ้นภายในวันที่ 30 เม.ย.2552"  (ภายใน 10 ปีหลังเริ่มสัญญา)

แต่เมื่อถึงวันที่ 30 เม.ย.2552 พื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดตกค้าง ที่บันทึกไว้จำนวน 2,556.7 ตร.กม.ในพื้นที่ 24 จังหวัด ประเทศไทยดำเนินการค้นหาและเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้เพียง 2,000 กว่าตร.กม. ยังคงเหลือพื้นอันตรายต้องสงสัยฯ ตกค้าง เหลืออยู่อีก 528.2 ตร.กม.

ประเทศไทยจึงอนุมัติต่อที่ประชุมรัฐภาคีต่างๆ เพื่อขอขยายระยะเวลาค้นหาและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่อันตรายฯ ที่เหลืออยู่จำนวน 528.2 ตร.กม. ต่อไปอีก 9 ปีครึ่ง (หมดเขตถึงวันที่ 1 พ.ย.2561)

เหตุผลที่ประเทศไทยดำเนินการล่าช้า
ประเทศไทยอ้างเหตุผลที่ดำเนินการล่าช้า  ไม่สำเร็จตามระยะเวลา ต่อที่ประชุมในครั้งนั้น ว่า 
  1. การสำรวจของ Landmine Impact Survey เมื่อปี 2543-2544 เป็นเพียงการสำรวจเบื้องต้น ทำให้มีความคลาดเคลื่อนและมีพื้นที่สงสัยว่ามีทุ่นระเบิดสูงกว่าความเป็นจริง (2,557 ตร.กม.) ซึ่งทำให้ไทยเสียเวลาเก็บกู้  
  2. วิธีการที่ไทยใช้ในการเก็บกู้คือการเก็บกู้แบบปกติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเพราะต้องระมัดระวังสูงและใช้งบประมาณมาก
  3. สภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ทุ่นระเบิดซึ่งยากและใช้เวลาในการเข้าถึงและจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์เครื่องจักรที่เหมาะสม เช่น ป่าทึบ ทิวเขาที่มีความลาดชันสูง และสภาพอากาศที่ไม่สามารถทำงานได้ตลอดทั้งปี
  4. งบประมาณที่จำกัด และความช่วยเหลือจากต่างประเทศมีไม่มากนัก
คาดว่าหลังจากขอขยายระยะเวลา ไทยจะเหลือพื้นที่ทุ่นระเบิดประมาณ 528.2 ตร.กม. จากพื้นที่ที่สงสัยว่ามีทุ่นระเบิดทั้งหมด 2,557 ตร.กม. โดยจะให้ความสำคัญกับพื้นที่ซึ่งมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน พื้นที่ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พื้นที่ซึ่งมีผลต่อสภาพแวดล้อมและนิเวศวิทยา และพื้นที่ซึ่งยังปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จ ตามลำดับ และคาดว่าจะใช้งบประมาณ 17,435.5 ล้านบาท ทั้งจากรัฐบาลไทย และจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

แผนการใช้งบประมาณ
ประเทศไทยเสนอแผนการใช้งบประมาณใน 9 ปีครึ่งข้างหน้า ดังภาพด้านล่างนี้


ตามแผน : ในปี ค.ศ.2010-2018 ประเทศไทยวางแผนหางบประมาณมาใช้ในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดทั้งสิ้น 15,973.90 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจากรัฐบาล 11,500 ล้านบาท และเงินบริจาคจากต่างชาติ 4,473.90 ล้านบาท 

แต่ในความเป็นจริง กลับตรงกันข้าม : รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระบิดให้แก่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ผ่านกระทรวงกลาโหม) เพียง 566.9 ล้านบาท (ถึงปี ค.ศ.2017) ส่วนเงินบริจาคจากต่างประเทศ มีน้อยมาก และไม่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ 

TIME LINE ของประเทศไทย
ปัจจุบัน ณ วันที่ 30 ก.ย.2559 ประเทศไทยยังคงเหลือพื้นทีอันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดฯ อีก 422.60 ตร.กม.ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด ซึ่งเหลือเวลาอีก 2 ปี 2 เดือน จะสิ้นสุดเวลาที่สัญญาไว้




จากสถิติที่ผ่านมาภายใต้ทรัพยากรและเครื่องมือในปัจจุบัน ประเทศไทยปรับลดพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดฯ ได้ปีละ 30-35 ตร.กม. หากวิเคราะห์แล้ว สถานะปัจจุบัน ประเทศไทยมีความล่อแหลมต่อการผิดสัญญาอีกครั้ง


ผู้มีอำนาจต้องตัดสินใจ
ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในที่ประชุมรัฐภาคี ประเทศที่ประสงค์ขอต่ออนุสัญญาฯ ต้องเสนอคำขอล่วงหน้าหนึ่งปี ก่อนสิ้นสุดสัญญา ดังนั้นหากประเทศไทย จะตัดสินใจขอต่อหรือไม่ต่ออนุสัญญาฯ  อีกครั้ง นั้น ต้องเสนอในปี พ.ศ.2560 (ค.ศ.2017) นั่นหมายถึง ผู้ที่มีอำนาจโดยแท้จริง คือ  คณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (National Mine Action Committee : NMAC) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต้องมีมติเห็นชอบด้วยและจะต้องตัดสินใจว่า "จะเอากันอย่างไร" ไม่ใช่การตัดสินใจของผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ หรือผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ คนใดคนหนึ่ง 



และหากคณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ( NMAC) มีมติตัดสินใจไม่ต่อสัญญา ก็ต้องมีมาตรการลงมาเพิ่มเติมว่า แล้วจะทำกันอย่างไรต่อไปให้สำเร็จตามสัญญา  อันที่จริงๆ เรื่องนี้ผมเคยนำเสนอมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 แล้วว่า "จะต่อหรือไม่ต่อ ต้องมีความชัดเจน" (ดังภาพที่แสดงด้านล่าง)  แต่ไม่มีผู้บริหารท่านใดให้ความสนใจ ทุกคนมาอยู่ชั่วพักชั่วยามแล้วก็จากไป  จนถึงวันนี้อาจจะต้องเร่งรีบดำเนินการมากขึ้น


จะใช้เหตุผลใดในการขอต่อสัญญา
หากประเทศไทยจะขอต่อสัญญาที่เป็นครั้งที่ 2 ต้องตอบคำถามมากมาย เพื่อให้ตัวเองไม่เสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือในรัฐภาคี เพราะแผนที่เคยเสนอไว้ในการต่อสัญญาครั้งที่ 1  ประเทศไทยไม่เคยได้ทำตามแผนเลย เหมือนการขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ เหมือนเด็กดื้อ ที่ทำการบ้านไม่เสร็จเป็นครั้งที่ 2 แล้วจะเอาเหตุผลอะไรไปอ้างครู  

หากประเทศไทย ปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดฯ ไม่แล้วเสร็จตามอนุสัญญาออตตาวาที่ให้ไว้อีกครั้ง ก็คงไม่เป็นไร รัฐภาคีทั้งหลายก็คงไม่ลงมติให้จับกุมประเทศไทยไปลงโทษ เข้าคุกเข้าตาราง แต่อย่างใด  แต่ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากค่าความน่าเชื่อถือและค่าความเชื่อมั่นต่อสังคมโลก ซึ่งอาจจะส่งผลต่ออนุสัญญาฯ อีกหลายฉบับที่เข้าร่วมอยู่แล้ว และอีกหลายฉบับที่กำลังจะตามมา

ฤา..เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทยที่เคยสร้างสมไว้ในอดีต จะถูกทำลายลงในยุคผู้นำปัจจุบันของประเทศไทย  ช่วยกันเถอะครับ หันมาดูข้อเท็จจริง และช่วยกันแก้ไขเสียที ก่อนที่จะสายเกินไป

********************************
ชาติชยา ศึกษิต : 28 พ.ย.2559

คณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ( NMAC) (ตามโครงสร้าง)

28 มีนาคม 2559

หนังสือเล่มสีส้ม

หลังจากอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) มีผลบังคับใช้แล้ว การสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดในประเทศไทย (Land Impact Survey : LIS) อย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นในเดือน พ.ค.2543 โดยศูนย์ปฏิบัติการสำรวจ (Survey Action Center : SAC) เป็นผู้ปฏิบัติการสำรวจ มีองค์การเพื่อความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (Norwegian People’s Aid : NPA) เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการสำรวจ การสำรวจเสร็จสิ้นในเดือน มิ.ย.2545 

ผลการสำรวจ
ประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดและสรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) จำนวน 933 แห่ง ชุมชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากภัยทุ่นระเบิดจำนวนทั้งสิ้น 530 หมู่บ้าน แยกเป็นหมู่บ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 297 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา 139 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-ลาว 90 หมู่บ้าน และตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย 4 หมู่บ้าน รวมขนาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 2,556.7 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ใน 24 จังหวัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่และความปลอดภัยของราษฎรจำนวน 503,682 คน

หนังสือเล่มสีส้ม

หนังสือเล่มสีส้ม : โจทย์ของประเทศไทย
พื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดจำนวน 2556.7 ตร.กม.ใน 24 จังหวัด ที่ถูกรายงานไว้ในหนังสือการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดในประเะทศไทย (Landmind Impact Survey Kingdom of Thailand) ซึ่งผมมักจะเรียกเขาว่า "หนังสือเล่มสีส้ม"  ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องดำเนินการค้นหาเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวให้แล้วเสร็จก่อน 1 พ.ค.2552 ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาออตตาวา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เสร็จ จำต้องขอต่ออนุสัญญาฯ ไปอีก โดยการขอต่อสัญญางวดใหม่นี้ ประเทศไทยขอถึงวันที่ 1 พ.ย.2561 นับจากปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีเศษๆ และมีแนวโน้มว่ากำลังจะไม่เสร็จอีก

กำลังจะถูกทิ้ง
หนังสือเล่มสีส้มนี้ จัดพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องราวรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสำรวจ ความเป็นมาและวิธีการที่ใช้ การรายงานผลกระทบจากทุ่นระเบิดของประเทศไทยโดยละเอียด มีการจัดทำเป็นซีดีรอมแนบไว้ด้วย 

ตอนผมเข้ามาทำงานในศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิด (TMAC) ใหม่ๆ ประมาณปลายปี 2555 กำลังมีการจัดระเบียบภายในหน่วยงาน โดย เจ้าหน้าที่ทั้งหลายพยายามกำจัดหนังสือเก่าๆ  สิ่งของ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่ชำรุดและไม่จำเป็นแล้ว บ้างก็นำไปทิ้ง บ้างก็นำไปขาย เพื่อให้เกิดความสะอาดของหน่วยงาน  ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ผมพบหนังสือเล่มนี้กำลังจะถูกนำไปทิ้ง โดยไม่มีใครใส่ใจ ผมจึงแอบเก็บมาไว้ศึกษา จนกระทั่งปัจจุบันผมยังใช้เป็นคัมภีร์หลักประกอบการบรรยาย การปฏิบัติงาน และศึกษาภูมิหลังเรื่องราวของทุ่นระเบิดในประเทศไทยมาโดยตลอด

ปัจจุบัน "หนังสือเล่มสีส้ม" นี้  เหลืออยู่นับจำนวนเล่มได้  
ทีมสำรวจ LIS เมื่อปี พ.ศ.2543-2545

ดร.กาย โรดส์ คนที่ 4 จากซ้าย

ดร.กาย โรดส์ ผู้นำโครงการ
ผู้นำโครงการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดและกระสุนตกค้างที่ยังไม่ระเบิดในประเทศไทย ขณะนั้น คือ ดร.กาย โรดส์ จากองค์การเพื่อความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (NPA) ที่เหลือจะประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้นำโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการข้อมูล ผู้บริหารฝ่ายการเงิน การบริหาร การจัดซื้อ และคณะสำรวจจำนวน 4 ชุด ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภาคสนามมากกว่า 50 คน รวมทั้งหมดแล้วเป็นผู้บริหารชาวต่างประเทศ 4 คน ที่เหลือเป็นคนไทย จำนวนประมาณ 80 คน

ขอลายเซ็น
ในโอกาสที่นาย Stefano Toscano เอกอัครราชฑูตและผู้อำนวยการศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมแห่งนครเจนีวา (Geneva International Centre for Humanitarian Deming-GICHD) พร้อมด้วย Dr.Guy Rhodes ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ GIHD  ได้มาเยี่ยมชมการปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของประเทศไทย เป็นครั้งแรกในพื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13-15 ธ.ค.2558 ผมได้เข้าร่วมให้การต้อนในครั้งนั้นด้วย  จึงมีโอกาสได้พบกับ ดร.กาย โรดส์ เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ผมนำ "หนังสือเล่มสีส้ม" ติดตัวไปด้วย เพื่อถือโอกาสขอลายเซ็นตัวจริง เสียงจริง จาก ดร.กาย โรดส์ ผู้นำโครงการฯ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว เสียเลย ท่านรู้สึกดีใจมาก และผมก็รู้สึกดีใจเช่นกัน



ปัจจุบัน ผมยังใช้ "หนังสือเล่มสีส้ม" นี้ เป็นคัมภีร์หลักในปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทยตลอดมา 


************************
ชาติชยา ศึกษิต : 29 มี.ค.2559

18 มีนาคม 2559

เฮง รัตนา กับงานการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมไทย-กัมพูชา

ผมได้มีโอกาสเห็นการทำงานของ ฯพณฯ เฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (H.E.HENG Ratana, Director of the cambodian Mine Action Centre : CMAC) จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2559 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมสเตชั่นวัน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ครั้งแรกเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันในพื้นที่เขตปลอดทหารชั่วคราว PDZ
ตอนนั้น วันที่ 31 ส.ค.2555  เฮง รัตนา ที่ปรึกษานายฮุนเซน นำพาทีมจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (CMAC) มาประชุมเรื่อง "การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมในพื้นที่ปลอดทหารชั่วคราว" (Provisional Demilitarized Zone ; PDZ)  ABCD ตามคำสั่งศาลโลก กับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติของไทย (TMAC) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของกองทัพไทย ณ ห้องประชุมกรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย 


การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากผลการหารือของคณะทำงานร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 2 (2nd Meeting of the Joint Working Group : JWG) เรื่องการปฎิบัติตามคำสั่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศลงวันที่ 18 ก.ค.2554 ระหว่างวันที่ 26-28 มิ.ย.2555 ณ กรุงพนมเปญ โดยกัมพูชาต้องการให้มี "การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา" ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยต่อคณะสังเกตการณ์ร่วมและเกิดความสะดวกในการดำเนินการตามขั้นตอนของการปรับกำลังต่อไป ผลพลอยได้ก็คือความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่ปฏิบัติงานอยู่

ครั้งที่สอง : การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ
การหารือครั้งนี้สืบเนื่องมาจากผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 10 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อ 24 ธ.ค.57 

“ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบตามที่จะสนับสนุนความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมระหว่างศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา(CMAC) โดยที่ประชุมรับทราบข้อเสนอที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้การดำเนินการตามโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษประสบผลสำเร็จ”



ต่อมาในวันที่ 21-23 ม.ค.2558 จึงเกิดการประชุมร่วมครั้งแรกระหว่าง TMAC กับ CMAC ณ โรงแรมอินโดจีน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยใช้ชื่อการประชุมว่า "The Thai-Cambodian Demining Cooperation Meeting" ซึ่งครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าร่วมคณะ



ผลการหารือสรุปได้ว่า
  1. ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะปฏิบัติงานตามแนวทางของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ในเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  2. CMAC เห็นว่าควรรอให้รัฐบาลทั้งสองตัดสินใจในเรื่องพื้นที่ที่จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วม แล้วจึงเริ่มเจรจาลงรายละเอียด (ที่ไหน อย่างไร กำลังพล ฯลฯ)
  3. CMAC เห็นว่าการดำเนินการเรื่องงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดสามารถดำเนินการได้ทันที  (การเก็บกู้ฯ ควรรอให้รัฐบาลทั้งสองเป็นผู้กำหนด)
  4. CMAC เสนอให้มีการพบกันอีก ทั้งในระดับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย เพื่อดำเนินการปรึกษาหารือในรายละเอียด และติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม
ครัั้งที่ 3 : เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วม บ้านป่าไร่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ 
วันที่ 14 มี.ค.2559 ฯพณฯ เฮง รัตนา ในฐานะผู้แทนรัฐบาลกัมพูชาและผู้อำนวยการศูนย์ปฏฺิบัติการทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (CMAC) และคณะ ขอเข้าพบผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติทุ่นระเบิดแห่งราชอาณาจักรไทย (TMAC) เพื่อหารืออย่างไม่เป็นทางการ เรื่อง แนวทางการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมไทย-กัมพูชา บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ บ้านป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.กัมพูชา ตามนโยบายรัฐบาลทั้งสองประเทศ ณ โรงแรมสเตชั่นวัน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว  สรุปผลการหารือได้ ดังนี้
  1. ทั้งสองฝ่ายเห็นควรมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันระหว่าง TMAC กับ CMAC 
  2. การกำหนดขอบเขตพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันให้คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา  เป็นผู้กำหนด
  3. การแบ่งพื้นที่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมบริเวณ บ.ป่าไร่ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 
    1. พื้นที่ที่ชัดเจนในเรื่องเขตแดนแล้ว แต่ละฝ่ายจัดเจ้าหน้าที่เก็บกู้เอง 
    2. ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องเขตแดนให้จัดเจ้าหน้าที่เก็บกู้ร่วมกัน
  4. การดำเนินงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดสามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน 
  5. หากมีโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดร่วมกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จากผู้บริจาค ทาง TMAC ยินดีให้ CMAC เป็นเจ้าของโครงการ 




เฮง รัตนา บุคคลที่น่าจับตามอง
เฮง รัตนา ถือว่าเป็นลูกหม้อของ CMAC เคยทำงานในตำแหน่ง ผู้จัดการด้านประกันคุณภาพ (QA Manager) ไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าสำนักเลขานุการ เป็นรองผู้อำนวยการ CMAC และจนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการ CMAC  ในปี 2551

ปัจจุบัน CMAC เป็นองค์กรอิสระ มีประเทศที่เป็นผู้บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในประเทศกัมพูชามากกว่า 14 ประเทศ และองค์กรของสหประชาชนชาติ,  NGO ปฏิบัติงานร่วมกันมากกว่า 20 แห่ง ซึ่งหากเทียบกันแล้ว  เขาเหนือกว่า  TMAC ของไทยมาก

ใน 3 ครั้งที่มีการเจรจากัน เฮง รัตนา ยังคงเป็น ผอ.CMAC ในฐานะ หน.คณะเจรจา มาโดยตลอด แตกต่างกับประเทศไทย ทึ่ ผอ.TMAC เป็นคนละคนกัน  เฮง รัตนา มีลักษณะของนักการฑูต การเจรจาทุกครั้งมักเป็นฝ่ายได้เปรียบไทยเสมอ และมักจะมีวาระซ่อนเร้น ที่จะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบในอนาคต 


ความเชี่ยวชาญในงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และความเป็นนักการฑูต ของ เฮง รัตนา นี้เอง ที่ฝ่ายไทยต้องระมัดระวัง  อย่าได้เพลี่ยงพล้ำเป็นอันขาด ไม่งั้นฝ่ายไทยอาจจะเสียแผ่นดินอีกครั้งได้ ดั่งเช่นกรณีเขาพระวิหาร ที่ทุกคนต่างทราบดี

*************************
ชาติชาย คเขนชล : 18 มี.ค.2559