แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ NPA แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ NPA แสดงบทความทั้งหมด

28 มีนาคม 2559

หนังสือเล่มสีส้ม

หลังจากอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) มีผลบังคับใช้แล้ว การสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดในประเทศไทย (Land Impact Survey : LIS) อย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นในเดือน พ.ค.2543 โดยศูนย์ปฏิบัติการสำรวจ (Survey Action Center : SAC) เป็นผู้ปฏิบัติการสำรวจ มีองค์การเพื่อความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (Norwegian People’s Aid : NPA) เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการสำรวจ การสำรวจเสร็จสิ้นในเดือน มิ.ย.2545 

ผลการสำรวจ
ประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดและสรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) จำนวน 933 แห่ง ชุมชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากภัยทุ่นระเบิดจำนวนทั้งสิ้น 530 หมู่บ้าน แยกเป็นหมู่บ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 297 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา 139 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-ลาว 90 หมู่บ้าน และตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย 4 หมู่บ้าน รวมขนาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 2,556.7 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ใน 24 จังหวัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่และความปลอดภัยของราษฎรจำนวน 503,682 คน

หนังสือเล่มสีส้ม

หนังสือเล่มสีส้ม : โจทย์ของประเทศไทย
พื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดจำนวน 2556.7 ตร.กม.ใน 24 จังหวัด ที่ถูกรายงานไว้ในหนังสือการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดในประเะทศไทย (Landmind Impact Survey Kingdom of Thailand) ซึ่งผมมักจะเรียกเขาว่า "หนังสือเล่มสีส้ม"  ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องดำเนินการค้นหาเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวให้แล้วเสร็จก่อน 1 พ.ค.2552 ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาออตตาวา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เสร็จ จำต้องขอต่ออนุสัญญาฯ ไปอีก โดยการขอต่อสัญญางวดใหม่นี้ ประเทศไทยขอถึงวันที่ 1 พ.ย.2561 นับจากปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีเศษๆ และมีแนวโน้มว่ากำลังจะไม่เสร็จอีก

กำลังจะถูกทิ้ง
หนังสือเล่มสีส้มนี้ จัดพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องราวรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสำรวจ ความเป็นมาและวิธีการที่ใช้ การรายงานผลกระทบจากทุ่นระเบิดของประเทศไทยโดยละเอียด มีการจัดทำเป็นซีดีรอมแนบไว้ด้วย 

ตอนผมเข้ามาทำงานในศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิด (TMAC) ใหม่ๆ ประมาณปลายปี 2555 กำลังมีการจัดระเบียบภายในหน่วยงาน โดย เจ้าหน้าที่ทั้งหลายพยายามกำจัดหนังสือเก่าๆ  สิ่งของ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่ชำรุดและไม่จำเป็นแล้ว บ้างก็นำไปทิ้ง บ้างก็นำไปขาย เพื่อให้เกิดความสะอาดของหน่วยงาน  ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ผมพบหนังสือเล่มนี้กำลังจะถูกนำไปทิ้ง โดยไม่มีใครใส่ใจ ผมจึงแอบเก็บมาไว้ศึกษา จนกระทั่งปัจจุบันผมยังใช้เป็นคัมภีร์หลักประกอบการบรรยาย การปฏิบัติงาน และศึกษาภูมิหลังเรื่องราวของทุ่นระเบิดในประเทศไทยมาโดยตลอด

ปัจจุบัน "หนังสือเล่มสีส้ม" นี้  เหลืออยู่นับจำนวนเล่มได้  
ทีมสำรวจ LIS เมื่อปี พ.ศ.2543-2545

ดร.กาย โรดส์ คนที่ 4 จากซ้าย

ดร.กาย โรดส์ ผู้นำโครงการ
ผู้นำโครงการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดและกระสุนตกค้างที่ยังไม่ระเบิดในประเทศไทย ขณะนั้น คือ ดร.กาย โรดส์ จากองค์การเพื่อความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (NPA) ที่เหลือจะประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้นำโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการข้อมูล ผู้บริหารฝ่ายการเงิน การบริหาร การจัดซื้อ และคณะสำรวจจำนวน 4 ชุด ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภาคสนามมากกว่า 50 คน รวมทั้งหมดแล้วเป็นผู้บริหารชาวต่างประเทศ 4 คน ที่เหลือเป็นคนไทย จำนวนประมาณ 80 คน

ขอลายเซ็น
ในโอกาสที่นาย Stefano Toscano เอกอัครราชฑูตและผู้อำนวยการศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมแห่งนครเจนีวา (Geneva International Centre for Humanitarian Deming-GICHD) พร้อมด้วย Dr.Guy Rhodes ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ GIHD  ได้มาเยี่ยมชมการปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของประเทศไทย เป็นครั้งแรกในพื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13-15 ธ.ค.2558 ผมได้เข้าร่วมให้การต้อนในครั้งนั้นด้วย  จึงมีโอกาสได้พบกับ ดร.กาย โรดส์ เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ผมนำ "หนังสือเล่มสีส้ม" ติดตัวไปด้วย เพื่อถือโอกาสขอลายเซ็นตัวจริง เสียงจริง จาก ดร.กาย โรดส์ ผู้นำโครงการฯ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว เสียเลย ท่านรู้สึกดีใจมาก และผมก็รู้สึกดีใจเช่นกัน



ปัจจุบัน ผมยังใช้ "หนังสือเล่มสีส้ม" นี้ เป็นคัมภีร์หลักในปฏิบัติงานด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทยตลอดมา 


************************
ชาติชยา ศึกษิต : 29 มี.ค.2559

28 เมษายน 2558

คืนความสุขให้ชาวกะเหรี่ยง

ชาวกะเหรี่ยงนิยมสร้างเจดีย์ไว้บนยอดเขาที่สูงที่สุด ในบริเวณหมู่บ้านและพื้นที่ที่อาศัยทำมาหากินอยู่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีไหว้เจดีย์ตามความเชื่อ ซึ่งรายละเอียดความเป็นมาเรื่องนี้ ผมไม่ทราบชัดเจนนัก คงต้องถามผู้เชียวชาญด้านกะเหรี่ยงดู

ผมและคณะได้มีโอกาสเดินทางไปตรวจสอบและประเมินผลพื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก ปลายเดือนมกราคม 2558 และอีกครั้ง หลังสงกรานต์ คือ 20-24 เม.ย.2558 ปรากฏว่าที่ด้านหลังศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" บ้านนุกะโถวา ม.2 ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ติดแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ นี้  มีเจดีย์เล็กๆ สร้างอยู่บนยอดเขาสูงสุดด้านหลังศูนย์การเรียนรู้ฯ ห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ซึ่งชาวกะเหรี่ยงแถวนั้นเรียกกันว่า  "เจดีย์ขาว"  แต่ชาวกะเหรี่ยงไม่สามารถขึ้นไปประกอบพิธีไหว้เจดีย์ได้ นานมากว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากมีกับระเบิดถูกฝังอยู่บนนั้นจำนวนมาก  ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการสู้รบของกลุ่มติดอาวุธชาวกะเหรี่ยง (KNU)  กับทหารรัฐบาลเมียนมาร์ ตามรอยตะเข็บชายแดนไทย


แผนที่แสดงที่ตั้งของเจดีย์ขาว ความสูงจากระดับน้ำทะเล 970 เมตร

พื้นที่แห่งนี้ ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของประเทศไทย ว่า
เป็นพื้นที่อันตรายต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่

สร้างเจดีย์ใหม่ทดแทน
หลังจากที่ชาวกะเหรี่ยงไม่สามารถขึ้นไปสักการะเจดีย์ขาวได้ จึงสร้างเจดีย์ใหม่ขึ้น หลังศูนย์การเรียนรู้ฯ บริเวณเนินเขาด้านล่าง เพื่อใช้ประกอบพิธีเซ่นไหว้ทดแทนเจดีย์ขาวเดิม ตามประเพณีและความเชื่อของตน  


เจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ด้านหลังศูนย์การเรียนรู้ชาวไทยภูเขา
แทนเจดีย์ขาว ที่อยู่บนยอดเขา

การค้นหาทุ่นระเบิด เก็บกู้ และทำลาย
หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 และองค์การความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ (NPA) ได้จัดกำลังคนเข้าดำเนินการค้นหาทุ่นระเบิด บริเวณพื้นที่ด้านหลังเจดีย์ขาว ขนาดพื้นที่ 41,417 ตร.ม. (25 ไร่เศษ) ระหว่างวันที่ 2 ก.พ.2558 - 20 มี.ค.2558 พบกับระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 51 ชุด ทุ่นระเบิด TYPE58 จำนวน 1 ทุ่น และสรรพาวุธที่ยังไม่ระเบิดจำนวนหนึ่ง  ได้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2558

การทำลายกับระเบิดที่เก็บกู้ได้ 
เจดีย์ขาวกลับคืนสู่ความปลอดภัย
วันที่ 21 เม.ย.2558 ผมพร้อมด้วยกำนันอภิสิทธิ์ ชีพละไม กำนัน ต.แม่จัน พนักงานเทศบาล ต.แม่จัน คณะครูจากศูนย์การเรียนรู้ชาวไทยภูเขา เจ้าหน้าที่อาสา พร้อมราษฎรชาวกะเหรี่ยงในบริเวณนั้น ร่วมกันเป็นสักขีพยาน เดินทางขึ้นไปตรวจสอบพื้นที่บริเวณเจดีย์ขาว ดังกล่าวเพื่อความมั่นใจ พวกเราเดินทางร่วมกัน ระยะทางไปและกลับรวมกว่า 3 กิโลเมตร

เดินทางขึ้นเขาจากเจดีย์ใหม่ด้านล่าง ไปยังเจดีย์ขาวบนยอดเขา
รวมระยะทางไป-กลับ กว่า 3 กิโลเมตร


เจดีย์ขาว แต่เมื่อขึ้นไปถึง องค์เจดีย์กลับเป็นสีเหลืองทอง

"ปลอดภัย ครับ...รู้สึกดีใจ ที่ชาวบ้านจะได้ขึ้นมาไหว้เจดีย์ขาวสักที"
กำนันอภิสิทธิ์ฯ

"ตั้งแต่หนูมาเป็นครูที่นี่ 10 ปีแล้ว ไม่เคยขึ้นมาบนนี้เลยค่ะ นี่เป็นครั้งแรก" 
ครูอุปะพร พินิจกุล ครูอาสาศูนย์เรียนรู้ชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง"  

พวกเราถ่ายภาพเป็นที่ระลึกบริเวณเจดีย์ขาว
ที่ไม่มีใครเคยขึ้นมา นานกว่า 10 ปีแล้ว
ผมแอบรู้สึกอิ่มเอิบใจ แทนพี่น้อง HDO ทุกคน
ที่พวกเราสามารถคืนความสุขให้ชาวกะเหรี่ยงแห่ง ต.แม่จัน ได้สำเร็จ
วันนี้ "เจดีย์ขาว" จะกลับมาคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นธูป ควันเทียน
แห่งความศรัทธาของชาวกะเหรี่ยงอีกครั้งหนึ่ง

********************
ชาติชยา ศึกษิต : 28 เม.ย.2558